วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

แดนสวรรค์ หุบเขาสวัต ที่ซึ่งถ้อยคำไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียง...



ปากีสถาน
ฉันไปที่นั่นมาแล้ว
ย่ำเท้าอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุ อดีตอู่อารยธรรมเก่าแก่ของโลก ที่มีความสำคัญไม่แพ้ลุ่มน้ำไทกรีส-ยูเฟรติส แม่น้ำยมุนา-คงคา กับฮวงโหและแยงซีเกียง
ปากีสถาน แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของ ชมพูทวีปซึ่งปัจจุบันหมายถึงประเทศอินเดียที่คนรู้จักกันดี แต่ก็ยังเป็นประเทศที่ไกลปืนเที่ยงไม่ค่อยมีข่าวคราวในทางที่ดีปรากฏต่อสายตาโลกภายนอกนัก
เชื่อว่าสำหรับหลายคนแล้วชื่อนี้คงไม่มีอะไรดึงดูดและคงไม่นึกอยากไปเห็น แม้แต่กับนักท่องโลกตัวยงก็คงจะเลือกให้ปากีสถานเป็นจุดหมายปลายทางแห่งท้ายๆในแผนที่เดินทางท่องเที่ยวของพวกเขา
เนื่องจากในรอบทศวรรษที่ผ่านมานี้ปากีสถานมีแต่เรื่องราวความไม่สงบสุข เต็มไปด้วยภาพของผู้อพยพชาวอัฟกันจากประเทศอัฟกานิสสถานเพื่อนบ้านเรือนเคียงที่หนีตายมาแออัดกันอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนติดกับปากีสถาน โดยเฉพาะที่เมืองเปชาวาร์

ชาวอัฟกันเหล่านั้นหนีการรุกรานของโซเวียตมาหลบซ่อนอยู่ตามแนวพรมแดนปากีสถานนานหลายสิบปีแล้วจนกระทั่งโซเวียตล่มสลายก็ยังปักหลักต่อ เมื่อรัฐบาลสหรัฐเข้ามาใช้ปากีสถานเป็นฐานที่มั่นในการบุกไปถล่มรัฐบาลตอลีบันของอัฟกานิสถานจนสำเร็จ สันติสุขคล้ายจะกลับคืนสู่แผ่นดินแถบนี้อีกครั้งในระยะสั้นๆ แต่สุดท้ายความโหดร้ายรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อกันเพียงเพราะความแตกต่างทางชนชาติและอุดมการณ์ก็ยังไม่อาจประสานรอยร้าวแยกลึกได้
  หลายคนคงไม่รู้ว่าดินแดนที่เป็นประเทศปากีสถานในปัจจุบันเคยเป็นที่ตั้งแคว้นคันธาระศูนย์กลางพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ในอดีตก่อนที่มุสลิมจะเข้ามามีอิทธิครอบครองดินแดนแถบนี้ โดยยังมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมายหลงเหลืออยู่เพื่อแสดงให้เห็นความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาในอดีต เช่น ตักศิลา นครแห่งการศึกษาที่ชาวพุทธทั่วโลกรู้จักกันดี
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือพุทธศิลป์แห่งแคว้นคันธาระนี้ยังเป็นต้นกำเนิดของการปั้นพระพุทธรูปให้เป็นรูปเคารพแทนพระพุทธองค์แห่งแรกของโลก และศิลปกรรมดังกล่าวได้เป็นต้นแบบของพระพุทธรูปยุคต่างๆในเวลาต่อมา



ปีที่ฉันไปการบินไทยสายการบินแห่งชาติเพิ่งเปิดเที่ยวบินตรงไปปากีสถานใหม่หมาด ก็เลยถือโอกาสฉลองเส้นทางบินกรุงเทพฯ-อิสลามาบัดที่เพิ่งเปิดเสียเลย ซึ่งบัดนี้...แม้จะมีความวุ่นวายทางการเมืองมากมาย เส้นทางบินสู่ปากีสถานของการบินไทยก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม แสดงว่าความต้องการเดินทางยังมีอยู่สูงมากทีเดียวในเส้นทางนี้
จำได้ว่าการบินไทยเปิดบินเพียงสัปดาห์ละ 3 วัน คือวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เป็นเที่ยวบินรอบดึก ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิตอนหนึ่งทุ่มไปถึงกรุงอิสลามาบัดราวเที่ยงคืนด้วยเวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง แม้เวลาของปากีสถานจะช้ากว่าเมืองไทย 2 ชั่วโมง แต่กว่าพวกเราจะออกจากสนามบินและไปถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตซึ่งกว้างขวางโอ่อ่าสามารถรองรับแขกได้หลายคน และกว่าจะได้เข้าได้นอนก็ตอนเช้าของวันใหม่
เราไปกันในหมู่เพื่อนสนิทเพื่อเยี่ยมเยือนคารวะเอกอัครราชทูตผู้เป็นมิ่งมิตรของพวกเราซึ่งดำรงตำแหน่งประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรงอิสลามาบัดในขณะนั้นคือ ท่านพิษณุ จันทร์วิทัน ตอนนั้นท่านทูตเพิ่งย้ายมาจากนิวยอร์คและงานล้นมือ
คุณตู๋ภรรยาท่านทูตเป็นธุระพาเราไปเที่ยวชมสถานที่ซึ่งมีวิวทิวทัศน์สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของปากีสถานคือ หุบเขาสวัต หรือ สวัต วัลเล่ย์”(Swat Valley) กับเมืองเปชาวาร์ ชายแดนอันแสนจะอันตรายในยุคผู้อพยพครองเมือง ท่ามกลางปัญหาโลกมุสลิมอันร้อนฉ่า
หุบเขา "สวัต" เป็นพื้นที่หุบเขาขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร ในเขตจังหวัดชายแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งชาวปากีสถานภาคภูมิใจมากในชื่อเสียงเรื่องความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำดี ดินดีจนเป็นแหล่งกสิกรรมอันเลื่องชื่อ สามารถปลูกพืชผักผลไม้หลากหลายชนิดรวมทั้งผลิตข้าวสาลีออกป้อนคนทั่วประเทศมายาวนาน ทั้งยังมีภูมิทัศน์อันสวยงามตระการตาด้วยสันเขาสูง โตรกธาร และชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนกระจัดกระจายอยู่กันตามไหล่เขา
อาณาบริเวณหุบเขาสวัตมีสภาพภูมิประเทศแตกต่างกันไป 3 ระดับคือ ที่ราบลุ่มหุบเขา ที่ราบสูง และพื้นที่บนยอดเขาสูงที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดทั้งปี ภูมิอากาศของท้องถิ่นนี้จึงเย็นสบายตลอดปี และวิวทิวทัศน์ก็สวยงามแตกต่างกันไปตามฤดูกาลที่แปรเปลี่ยน
หุบเขาสวัตมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจในสภาพธรรมชาติที่ยังดิบเถื่อนไม่ได้ปรุงแต่ง ชาวบ้านมีชีวิตอย่างเรียบง่าย อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มต้อนรับรับแขกแปลกหน้าอย่างอบอุ่น และดูเหมือนพวกเขาจะภูมิใจมากที่คนผ่านทางฝั่งยุโรปให้ฉายาว่า "สวิตเซอร์แลนด์แห่งปากีสถาน"
เราไปพักค้างคืนที่ เมียนดำ” (Mian dam) เมืองเล็กๆ บนภูเขาใกล้กับเมืองไซดูชารีฟซึ่งผู้คนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่นพลุกพล่านหนึ่งคืน กับสกีรีสอร์ตแหล่งสำคัญหนึ่งในสองแห่งของปากีสถานที่ มาลัม จับบา”(Malam Jabba) อีกหนึ่งคืน
อากาศหนาวจับขั้วหัวใจ แต่ความงามรอบกายก็คุ้มค่าความเย็นเยือก



โรงแรมที่พักทั้งสองแห่งเป็นโรงแรมที่ได้รับการรับรองโดย PTDC (Pakistan Tourism Development Corporation) หรือองค์การความร่วมมือพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งปากีสถาน ซึ่งก็คือ ททท.นั่นเอง ซึ่งแม้จะไม่หรูหราเลอเลิศนัก แต่ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นน้ำร้อน และฮีตเตอร์ในห้องนอนซึ่งพอจะช่วยแก้หนาวได้
ใครที่ชอบนั่งนอนดูหิมะเหมาะกับโรงแรมมาลาม จับบา เป็นที่สุดเพราะมีลานเล่นสกีทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ครบครัน มีกระเช้าไฟฟ้าขนนักเล่นสกีขึ้นลงภูเขาทันสมัยไม่แพ้ประเทศอื่นกันเลยเพราะโรงแรมแห่งนี้ก่อสร้างโดยความช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรียหลายปีมาแล้ว
ตอนที่เราไปถึงหมู่บ้านบนยอดเขาทั้งสองแห่งหิมะแรกฤดูเพิ่งหยุดตกไปสี่ห้าวันและยังไม่ตกอีก แต่ลานสกีของเด็กในมาลาม จับบาก็เล่นได้แล้ว เพียงแต่หิมะไม่หนาฟูเท่าใดนัก เจ้าหน้าที่โรงแรมซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีบอกว่าเดือนที่เหมาะกับการเล่นสกีมากที่สุดก็คือเดือน มกราคมกับกุมภาพันธ์ แต่ห้องพักของโรงแรมมีรองรับนักท่องเที่ยวได้เพียง 75 ห้องจึงต้องจองล่วงหน้ากันพอสมควร และบริเวณยอดเขามาลาม จับบานี้มีโรงแรมของ PTDC นี้เปิดบริการเพียงแห่งเดียว
ส่วนที่พักคืนแรกใน เมียนดำเป็นหมู่บ้านบนยอดเขา ในระดับความสูงเพียง 2,700 เมตร มีหิมะตกแต่ปริมาณไม่มากพอที่จะทำสกีรีสอร์ตได้ เสน่ห์ของ เมียนดำคือสภาพชีวิตพื้นบ้านแบบคนภูเขาให้เราได้สัมผัส
ชาวบ้านประมาณ 4 พันคนยังมีวิถีชีวิตแบบมุสลิมดั้งเดิมที่เคร่งครัดในข้อปฏิบัติทางศาสนามาก ผู้หญิงมักจะอยู่แต่ในบ้าน โดยเฉพาะเด็กสาวที่ยังไม่แต่งงานจะไม่ออกมาเพ่นพ่านนอกบ้านเด็ดขาด


ผู้หญิง(ซึ่งมักไม่ใช่ผู้หญิงสาว)ที่ออกมาทำธุระนอกบ้านก็จะนุ่งห่มอย่างมิดชิด คลุมหน้ากันทุกคน ไม่ปฏิสันถารกับใครง่ายๆ และนักท่องเที่ยวอย่าริอ่านไปถ่ายรูปพวกเธอเข้าทีเดียวนะ ถือว่าผิดจารีตและเสียมารยาทอย่างแรง
แต่การถ่ายรูปเด็กๆและผู้ชายโดยทั่วไปถ้าขออนุญาตแล้วยินยอมก็ไม่เป็นไร
จริงๆแล้วชาวปากีสถานทั้งหนุ่มและเด็กชอบให้พวกเราถ่ายรูปมาก บางรายถึงขนาดมาขอถ่ายรูปด้วยก็มี และพวกเขาจะสนุกตื่นเต้นมากที่ได้เห็นภาพของเขาในหน้าจอแอลซีดีของกล้องดิจิตอล
เทคโนโลยีของกล้องถ่ายรูปสมัยใหม่สามารถเชื่อมคนแปลกหน้าให้กลายเป็นคนคุ้นเคยได้ในเวลาพริบตาเดียว
การเดินเที่ยวไปตามหุบเขาที่เป็นชุมชนชาวเมียนดำตอนเช้าตรู่เป็นกิจกรรมที่สนุกสนานอย่างยิ่งของพวกเรา
แดดอุ่นๆ ยามเช้าช่วยลดความหนาวเย็นแบบจับจิตจับใจลงไปได้มาก ประกอบกับทิวทัศน์อันงามวิจิตรช่วยให้รู้สึกราวกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่ในอุทยาน แม้อุทยานแห่งนี้จะมิใช่สวนไม้ดอกอันสวยงามแบบในจินตนาการทั่วๆไป แต่ภาพที่ชีวิตผู้คนและทิวทัศน์ของหุบเขาที่ดูเรียบง่ายและเป็นสุขก็ชวนให้อิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก


บนทางเดินแคบๆของหมู่บ้านที่นำเราไปสู่น้ำตกเล็กๆที่ยังมีธารน้ำไหลรินฉ่ำชื่นในท่ามกลางฤดูกาลอันแห้งแล้ง เราสวนทางกับเด็กๆและผู้ชายชาวเมียนดำที่ออกจากบ้านไปทำธุระของตัวเองเป็นช่วงๆ สลับกับการนำสัตว์เลี้ยงจำพวก ลา ฬ่อ และม้าที่กำลังออกจากบ้านไปทำงานในไร่
เป็นชีวิตที่ไม่เร่งรีบ อยู่กับดิน น้ำ ภูเขา แสงตะวัน แสงจันทร์ สายลม และหิมะ โดยใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งใกล้ตัวได้อย่างคุ้มค่า
ไม่ว่าจะเป็นคน ม้า ลา ฬ่อ แกะ และ แพะ
กับหัวใจดวงเล็กๆที่พึงพอใจกับความสุขที่ผ่านไปในแต่ละวัน

.....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น