ในรอยยิ้มนั้นเราเห็นลึกเข้าไปถึงความงามอันหายากยิ่งแห่งผืนป่าเมืองน่าน
ชมพูภูคา
พืชหายากใกล้สูญพันธุ์หนึ่งเดียวในโลก ณ อุทยานแห่งชาติดอยภูคาที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ
เธอแต่งชุดชนเผ่ามากับเพื่อนเด็กนักเรียนม.ปลายจากโรงเรียนมัธยมป่ากลาง
ตำบลป่ากลาง อำเภอปัว ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของทุกเส้นทางที่มุ่งหน้าขึ้นสู่ดอยภูคาเพื่อเยี่ยมชมฤดูดอกชมพูภูคาบานในเดือนกุมภาพันธ์ทุกปี
เมี่ยน ม้ง ลัวะ ไทลื้อ และ ถิ่น
คือ 5 กลุ่มชาติพันธุ์หลักๆแห่งเมืองปัว
คนไทพื้นถิ่นอยู่อาศัยในพื้นราบ ไทภูเขาอีก 4
ชาติพันธุ์ที่แต่เดิมกระจายกันอยู่ตามดอยสูงบัดนี้มารวมกันอยู่ที่ตำบลป่ากลาง อำเภอปัว
ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ที่พัฒนามาจาก“ศูนย์อพยพชาวเขาบ้านป่ากลาง” ในช่วงที่ชาวเขาเหล่านี้ถูกคุกคามจากฝ่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์และบางส่วนถูกชักจูงให้หลงผิดจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐจนเกิดการปราบปรามใหญ่ในปี
2510 ทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก
ชาวเขาที่ไม่ใช่พวกผกค.หนีการปราบปรามระส่ำระสายลงจากดอยด้วยการเดินเท้าถึงสองวันสองคืนมาสู่อำเภอปัว
ปักหลักรวมกันอยู่ที่ศูนย์อพยพบ้านป่ากลางที่กองทัพภาคที่ 3 จัดให้ และต่อมาในปี
2513-2514 รัฐบาลจึงจัดสรรพื้นที่ให้ทำกินครอบครัวละ 10 ไร่
กาลเวลาผันผ่านถึง 3 ทศวรรษ ศูนย์อพยพชาวเขาที่มีประชากรแรกเริ่มราว
3,000 คนได้ขยายตัวเป็น 7,000 กว่าคน ในจำนวนนี้ 80%เป็นชาวม้ง ที่เหลือ 20% เป็นเมี่ยนและชนเผ่าอื่นๆ มีโรงเรียนขนาดใหญ่ถึง 3 โรงเรียน
เฉพาะโรงเรียนประถมมีนักเรียนมากถึง 3,000 คน ส่วนมัธยม 600 คน
อนุบาลอีกหลายร้อยคน
คุณครูเกสร สิงห์ธนะ
เป็นผู้พาเด็กๆมาสาธิตการแสดงทางวัฒนธรรมประจำชนเผ่าแก่ผู้มาเยือนเมืองปัวเป็นครั้งคราวเพื่อส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขามีสำนึกรักความงดงามทรงคุณค่าของวัฒนธรรมประจำเผ่าที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต
ความเชื่อ ความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันแต่ละชาติพันธุ์แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขร่มเย็น
คุณครูเกสรคนพื้นถิ่นเมืองปัวเพิ่งย้ายไปจากโรงเรียนในสังกัดกทม.เพียง
2 ปี แต่ไฟแรงจัด เธอตั้งชมรมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและใส่ใจวัฒนธรรมท้องถิ่นขึ้นที่โรงเรียนมัธยมป่ากลางได้สำเร็จและได้รับความสนใจจากนักเรียนอย่างล้นหลาม
วิชานาฏศิลป์ของเธอสร้างนักเรียนจำนวน 41
คนของโรงเรียนกลางป่าเขาให้แสดงออกได้อย่างงดงามผ่านการแสดงสั้นๆ
ผสมผสานเอกลักษณ์ของแต่ละชนเผ่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว มีการบรรยายประกอบการแสดงเพื่อสร้างความเข้าใจยิ่งขึ้น
คืนนั้น ชมพูภูคารีสอร์ตอบอุ่นด้วยไมตรีจากเด็กชาวเขาและครูของพวกเธอที่มุ่งมั่นจะปั้นเด็กเหล่านี้ให้นำการแสดงออกโชว์ถึงต่างประเทศ
หลายคนอาจไม่รู้ว่าเจ้าของรีสอร์ตในทำเลสวยที่สุดของเมืองปัวแห่งนี้เป็นชาวเขาเผ่าเมี่ยนครูเครื่องเงินคนสำคัญแห่งเมืองน่านผู้สร้างตำนาน
“เครื่องเงินชมพูภูคา” ให้ดังกระฉ่อน
เขาเติบโตขึ้นที่บ้านป่ากลางแห่งนี้ตั้งแต่ถูกไล่หนีเตลิดลงจากดอย
และบัดนี้ประสบความสำเร็จสร้างชื่อเสียงมากมายให้แก่ชาวเมี่ยนซึ่งเป็นคนภูเขาที่มีฝีมือเป็นเลิศในงานช่างเงินและช่างทองสืบสานมาจากแผ่นดินจีน
เด็กทั้งหมดที่มาพบเราเป็นชาวม้ง
แต่ถูกจับแต่งตัวแตกต่างกันเพื่อให้เห็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์ พวกเธอสวย
น่ารัก ใส บริสุทธิ์ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกเรื่องแม้กระทั่งการโพสท่าถ่ายรูปที่แสนจะขัดเขินแต่ก็ออกมาได้ดีเกินคาดหมาย
ความงามแบบป่าเขาส่งผ่านความสะอาดสะอ้านมากระแทกใจคนเมืองหลวงที่เกลือกกลั้วอยู่กับพอลลูชั่นเข้าอย่างจัง
พวกเธอทำให้เราสนใจบ้านป่ากลางเป็นที่ยิ่ง
คณะเล็กๆของเราเคยมาเที่ยวน่านกันทุกคน
แต่รู้จักเมืองปัวเพียงน้อยนิด และหลายคนผ่านเลยไปมุ่งสู่ดอยภูคาเพื่อชมดอกไม้บานมากกว่าสิ่งอื่น
เช้าตรู่ เรานัดหมายให้ล้อหมุนตอน 6 โมงครึ่ง
อากาศเย็นฉ่ำทำให้ปอดขยายใหญ่ด้วยความเบิกบาน ไม่ถึงกับหนาวจัด ประมาณ 18
องศาปลายมกราคมถือว่าใช้ได้
ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรจากที่พักใช้เวลามากกว่าที่คิด
ไม่ใช่เพราะทางลำบาก แต่เราหลงทางเอง
ผลแห่งการกระทำล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัยแตกต่างกันไป
ถ้าเราไม่ขาดแคลนก็คงไม่ต้องดิ้นรนที่จะทำมาหากิน
ถ้าเราไม่ต้องการความสำเร็จก็คงไม่ฝ่าฟันเพื่อให้ได้ชัยชนะ
หมู่บ้านขนาดใหญ่ทอดตัวขนานไปกับถนนลาดยางราบเรียบ
อรุณรุ่งทาบแสงเรืองเรื่อที่ขอบฟ้า
เราเดินเที่ยวตามหมู่บ้าน ถ่ายรูป เล่นกับเด็กๆ
คุยกับคนแก่ใต้ถุนบ้าน ผู้ใหญ่หลายคนสนใจออกมาดูเรา รวมทั้งผู้ใหญ่บ้าน
ธรรมเนียมของที่นี่ใครไปใครมาจะต้องบอกกล่าวผู้นำชุมชนให้รู้
ที่บ้านห้วยสะนาวในตำบลป่ากลางเราพบกับผู้ใหญ่สมศักดิ์
เขาเป็นชาวเมี่ยนที่สืบทอดตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมาจากตระกูลชาวเมี่ยนสามชั่วอายุแล้ว
ชาวเมี่ยนแห่งบ้านห้วยสะนาวเป็นกลุ่มช่างเงินชาวเขาฝีมือดีที่สุดของจังหวัดน่าน
ความงามเกินคำบรรยายของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้าทำให้ทุกคนตลึงงัน
อ่างเก็บน้ำนิวซีแลนด์
ชื่อแสนประหลาดแปลกแยกจากถิ่นที่ก็เพราะรัฐบาลนิวซีแลนด์ส่งงบประมาณมาสร้างให้ในยุคแรกที่ศูนย์อพยพชาวเขาเริ่มสร้างแปงเมืองเป็นหมู่บ้านชาวไทยภูเขาขนาดใหญ่อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันเหมือนคนไทยทุกคน
ไม่มีใครบอกเรามาก่อนว่าอันซีนของเมืองปัวอีกแห่งหนึ่งอยู่ตรงนี้
เป็นเสน่ห์แห่งฤดูหนาวยามเช้าตรู่ แม้จะปลายฤดูแล้วไอน้ำที่เป็นหมอกละเอียดก็ลอยระเรี่ยบนผิวน้ำโชยมาหาไออุ่นจากตัวเรา
เพื่อนในกลุ่มบอกว่า ที่นี่อาจเป็นปางอุ๋งน้อยๆ
ที่งามตามแบบพื้นบ้านไม่ได้ปรุงแต่งภูมิทัศน์แบบอุทยานแห่งชาติอย่างปางอุ๋ง แถมยังมีวิถีชีวิตชาวเขาเติมเสน่ห์เข้าไปอีก
ผู้ใหญ่สมศักดิ์บอกเราว่าถ้ามาเที่ยวในเดือนธันวาคมหมอกเหนือน้ำจะหนากว่านี้มาก
แต่ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว และชาวบ้านก็อยู่กับธรรมชาติเช่นนี้มาชั่วนาตาปี
ไม่เห็นจะเป็นเรื่องตื่นเต้นอันใด
“ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่ที่นี่”
เพื่อนคนหนึ่งเปรยขึ้น
เขาไม่อยากเห็นชุมชนเปลี่ยนแปลงไวไร้ทิศทางอย่าง
ปาย หรือ
เชียงคาน
“แต่การท่องเที่ยวจะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้
เครื่องเงินชมพูภูคาก็จะมีคนสืบทอดไม่ขาดช่วง”
สองความเห็นต่างความคิดสวนทางกัน
ด้วยเหตุผลที่น่าฟังทั้งสองฝ่าย
แต่ไม่มีใครตั้งหน้าตั้งตาจะเอาชนะคะคานเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูกเพียงลำพัง
อีกคนบอกว่า แม้เราจะไม่ได้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวก็ยังมีคนอื่นที่ต้องรู้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
เพราะดินแดนแห่งนี้ไม่ใช่ที่เร้นลับ ไม่มีประตูกลซ่อนคนเอาไว้จากสายตาภายนอก
หมอกเหนือผืนน้ำถูกลมพัดห่างคนละทิศทางกับจุดที่เรายืน
แต่อีกชั่วประเดี๋ยวลมก็หวนคืนให้ไอระเหยย้อนกลับมาทางเดิม
ที่ขอบฟ้าเหลือบประกายทองของแสงอรุณฉายฉาบอาบโลกทอดทาบอยู่เบื้องหลังทิวเขาสลับสล้างราวกับภาพเขียนไร้กาลเวลา
วันเวลาอันงดงามสงบสุขปรากฏอยู่เบื้องหน้าเรา
ในห้วงแห่งการมีชีวิตไม่มีสิ่งใดจะสำคัญไปกว่าความพึงพอใจในสิ่งที่แต่ละคนได้เลือก
ที่จะสู้หรือจะถอย จะแพ้หรือชนะ
เพียงแต่บางคนยังไม่รู้ว่าจะวางชีวิตไว้ในอ้อมกอดของความสุขชนิดใด
....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น