วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

เรื่องสั้น “ความลับ”

“ความลับ”

ก่อนที่เขาจะแต่งงานกับเพื่อนรักของฉัน เราไม่เคยแตะต้องกันแม้แต่ปลายก้อย

กระทั่ง ๑๐ ปีผ่านไปอุบัติเหตุสำคัญคราวนั้นทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไปในห้วงขณะสั้นๆ และทำให้ฉันได้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา

คุณคิดว่าฉันคงเป็นผู้หญิงร้ายกาจที่พร้อมจะแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยรักมาจากเพื่อนใช่ไหม  

คุณคิดว่าผู้ชายที่สูญเสียความทรงจำไปแล้วคนนั้นคงจะตอบรับอ้อมแขนของฉันใช่หรือเปล่า...และเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลคงต้องเจ็บปวดมากมายกับสิ่งที่ฉันได้กระทำกับเธอใช่ไหม?

มันเป็นกอดครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเรา เป็นกอดเดียวที่เราต่างมีให้กัน

กอดนั้นยาวนานที่สุด เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกสารพันที่ฉันและเขาไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

ฉันรู้สึกได้ถึงหัวใจสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันในยามที่เราต่างกระชับอ้อมกอดแนบสนิท ให้หัวใจเคียงคู่อยู่ข้างๆกันเช่นนั้น

ฉันเห็นแววตานั่นฉายภาพหัวใจของเขาออกมาเป็นบทกวีที่คล้ายตัวอักษรแสนสวยกำลังเต้นรำอยู่ในพรายแดดสีทองของยามเย็น

เป็นกอดที่ปลุกเขาให้ฟื้นตื่นจากการนอนหลับฝันยาวนาน  คืนสู่โลกของการเยียวยารักษา คืนกลับมาสู่ชีวิตที่เขาคุ้นเคยอีกครั้งพร้อมกับความทรงจำใหม่ที่ทำให้เขากลายเป็นคนอื่น ...และสิ่งนี้ทำให้เพื่อนรักของฉันโศกเศร้า

คุณเคยมีชิ้นส่วนของชีวิตที่ขาดหายไปไหม...มันอาจไม่ใช่ชิ้นส่วนสำคัญ ถึงไม่มีมันชีวิตของคุณก็ยังดำรงอยู่ได้ สามารถดำเนินไปเป็นปกติ  ไม่ได้ขาดตกบกพร่องไปหรือมีสิ่งใดให้มองเห็นรอยตำหนิ

แล้วจู่ๆ วันหนึ่งชิ้นส่วนที่เคยหายไปนั้นกลับมาอยู่ตรงหน้าให้คุณได้กลับมาซ่อมแซมชีวิต...

แต่คำตอบไม่ใช่เรื่องหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองเสมอไปเพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ซับซ้อน สมองของพวกเขามีเรื่องให้เรียนรู้อยู่ไม่จบสิ้น

หลังจากนั้นฉันได้แต่เฝ้ามองเขาห่างๆ ราวกับเราเป็นดวงดาวคนละกาแล็กซี่ ห่างไกลกันหลายล้านๆๆๆ ปีแสง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องราวของความรัก ความพิศวาส ความหลงใหลใฝ่ฝัน หรือการทรยศหักหลัง แต่มันเป็นความรู้สึกงดงามพิเศษสุดของความสัมพันธ์ที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะมีให้กัน

เส้นขนานในชีวิตเราไม่มีวันที่จะถึงจุดบรรจบกันได้ เพราะเราต่างยืนอยู่ในแสงสปอตไลท์ของความสำเร็จที่สาดส่องจ้องมองจากสังคมและผู้คนซึ่งเราอาจไม่จำเป็นต้องไปแคร์สักนิดเลยก็ได้

แต่...แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายแบบนั้น

ทุกวัน...ตอนเช้าตรู่ที่ออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำ ฉันใช้เวลาอันแสนงามนี้ครุ่นคิดถึงแต่เขา เฝ้ามองความเป็นไปรายรอบ เรื่องของหุ้นส่วนธุรกิจ งานใหม่ๆ ผู้หญิงน่าสนใจแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา และภรรยาผู้ไร้สุขที่เป็นเพื่อนรักของฉัน  

เฝ้าติดตามจับจ้องมองดูสิ่งที่เขาทำ ชื่นชมความสำเร็จรุ่งเรืองที่เขาสร้างสรรค์ไว้ภายใต้เกียรติยศชื่อเสียงเงินทอง มีความรู้สึกทั้งอยากเขาไปใกล้และวิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกลในเวลาเดียวกัน

จนบัดนี้เราต่างร่วงโรย... ฉันยังเฝ้าแต่จินตนาการว่าเมื่อตื่นขึ้นมาทุกเช้าเขายังได้มองเห็นฉันบนจอคอมพิวเตอร์ และอาจมีบางข้อความของฉันผ่านตาเขาไปให้ได้ถอดรหัส...

ทุกคนต่างมีความลับใช่ไหม ความลับเล็กๆ ระหว่างเราคือความเกลียดชังที่เราต่างถมใส่มันเข้าไปเพื่อเราจะได้ไม่ต้องได้มาอยู่ด้วยกัน

แต่ถ้าคุณไม่เคยรักเลย...คุณจะเกลียดคนๆนั้นได้อย่างไรกัน

ฉันยังจำได้บทสนทนาในวันนั้นก่อนที่เขาจะตัดสินใจแต่งงาน
“ผมกลัวคุณจังเลย...”
“ทำไมจะต้องกลัวด้วย คุณกลัวอะไร”
“ผมเห็นสิ่งที่อยู่ในดวงตาคุณ มันเหมือนกับตัวตนของผม”
“ไม่ดีหรือที่เราต่างเป็นเราในตัวตนของอีกคน...”
“จะดีได้ยังไง...ผมยังอยากเป็นผม คุณก็ยังอยากเป็นคุณ และเราต่างก็เป็นคนร้ายกาจ เรารู้จักกันทุกซอกทุกมุม รู้ทันกันทุกสิ่งอย่าง”
“....? แล้วมันผิดยังไง”
“ถามจริงๆ แบบนี้คุณจะมีความสุขหรือ...เราต่างเป็นน้ำที่เต็มแก้วไปแล้ว”
“ฉันเกลียดคุณ”

เขาพูดถูก...เรารู้จักกันดีเกินไปจนไม่อาจใช้ชีวิตด้วยกัน...ความสัมพันธ์แบบคู่ชีวิตต้องการช่องว่างให้เราได้ช่วยกันเติมเต็ม ระหว่างนั้นก็คอยเจาะรูรั่วเล็กๆไปเรื่อยพอให้น้ำซึม เราจะยังได้มีที่ว่างให้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายอยู่เสมอ

เกลียดผมไปเถอะแต่อย่าได้ผลักไสผมให้ไปไกลจากคุณนัก ผมยอมให้คุณเกลียดแต่ขออยู่ใกล้ๆคุณแบบนี้ได้ไหม ให้คุณได้เกลียดผมอย่างที่คุณต้องการ และให้ผมได้มองเห็นความสุขจากความเกลียดชังของคุณในเวลาเดียวกัน

ฉันยังอยากให้เขาสนุกกับสิ่งที่ฉันเขียน อยากให้เขาขุดคุ้ยตีความถอดรหัสสิ่งอยู่ซ่อนอยู่ใต้บรรทัด ซ้อนทับหลายๆชั้นอยู่ในตัวอักษรที่ต้องอ่านใหม่ จากซ้ายไปขวาบ้าง จากบนลงล่าง หรือแม้แต่การอ่านข้ามบรรทัดให้เป็นเรื่องราวใหม่ของเรา

นี่คือความสุขเล็กๆ  ฉันรู้...เราต่างรู้สึกดีที่เป็นแบบนี้ มันเป็นหนทางเดียวที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่มีใครสูญเสียตัวตน ตลอดเวลาตราบสิ้นลมหายใจ

....

สุมิตรา จันทร์เงา





วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

โอซาก้าใต้ฝ่าเท้า (๓)


พลาด...จึงต้องเผื่อ
........



ตอนที่เราไปถึงสนามบิน วิ่งบมาถึงทางออกก็ไม่ทันรถไฟเสียแล้ว เพราะเวลาตอนนั้น ๐.๐๙ น.

ทุกการเดินทาง สถานการณ์คับขัน ฉุกเฉิน ไม่เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้เกิดขึ้นได้เสมอ ขอบอกว่าต้องเตรียมใจเตรียมกาย เตรียมรับมือเผื่อไว้เลย
บริเวณท่ารถย่านนัมบะที่ส่งเราลงจากรถโดยสาร


ก่อนที่เราจะเดินทางสองวันสนามบินดอนเมืองปั่นป่วนด้วยคำสั่งเข้มให้ตรวจค้นสัมภาระละเอียดยิบตั้งแต่ก่อนเช็คอิน อันเนื่องมาจากนิยายสั้นขนาดยาวที่ “แจ๊ดปืนจิ๋ว” สร้างเรื่องเอาไว้จนปั่นป่วนไปทั่วประเทศทำให้ผู้โดยสารตกเครื่องบินกันระนาวและออกมากระหน่ำด่าการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยทางโซเชียลเน็ตเวิร์คในประเด็นที่การตรวจนี้ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เผื่อเวลาไว้จึงเกิดเรื่องวุ่นวายที่สนามบินตลอดวัน       





ดังนั้น ผู้โดยสารที่จะเดินทางผ่านสนามบินดอนเมืองจึงถูกเตือนให้เผื่อเวลาไว้อย่างน้อย ๓ ชั่วโมงสำหรับการเดินทางภายในประเทศและ ๓ ชั่วโมงครึ่งถึง ๔ ชั่วโมงในเที่ยวบินต่างประเทศ...พวกเราก็ปั่นป่วนสิ ต้องเลื่อนเวลานัดหมายเร็วขึ้นอีกชั่วโมงครึ่งจากเดิมที่เผื่อเวลาไว้เต็มที่แค่ ๓ ชั่วโมง ยังโชคดีที่เพื่อนส่วนใหญ่ซึ่งมาจากอุดรฯเดินทางถึงดอนเมืองตั้งแต่เช้าส่วนไฟลท์แอร์เอเชียX ไปโอซาก้าเป็นไฟลท์บ่ายสามโมงครึ่งมาตรการนี้ก็เลยไม่ได้สะดุดฝัน...

เวลาประมาณตี ๑ เศษกลางเมืองโอซาก้า

แต่สุดท้ายเมื่อโดนรุมด่าเสียจนหูดับการท่าฯก็จำต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าวในอีกสองวันถัดมา เพราะถึงจะค้นกันขนาดนี้มันก็ไม่ได้ช่วยเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยอะไรเลย เป็นการแสดงขายผ้าเอาหน้ารอดเท่านั้นเอง เนื่องจากบรรดาผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ที่มียศมีตำแหน่งมีอำนาจวาสนาบารมี ทั้งที่ยังสวมหัวโขนอยู่และถูกถอดทิ้งไปแล้วที่เรียกกันโก้ๆว่าผู้โดยสารวีไอพี.นั้น ถ้าสันดานเดิมยังหุ้มอยู่พวกเจ้าหน้าที่ขี้ข้าก็คงจะยังรักษามาตรฐานการอุ้มขึ้นเครื่องบินช่องทางพิเศษอยู่เหมือนเคย(ฮา)
หน้าตึกที่เราเดินผ่าน

เรื่องอยากขนอะไรออกไปนั้นอย่าว่าแต่ปืนจิ๋วเลยเงินสดเป็นสิบๆกระเป๋าก็ทำได้จ้า!!!

แต่ช่างหัวการท่าฯมันเถอะ เรามันผู้โดยสารคนเดินดินธรรมดาก็รักษากฏกติกามารยาทตามแบบประชาชนคนไทยเอาไว้ปลอดภัยที่สุด ทุกคนไปก่อนเวลาเครื่องออก ๓ ชั่วโมงตามมาตรฐาน ผ่านทุกด่านด้วยความรวดเร็วเพราะมนุษย์ป้าและมนุษย์ลุงต่างเข้มงวดในเรื่องใช้กระเป๋าเล็ก เบา หิ้วขึ้นเครื่องเองทุกใบ

ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วแต่ละคนมีของในตัวสองชิ้น คือกระเป๋าเสื้อผ้ากับแฮนด์แบ็ก(หรือเป้สะพาย) ต่างคนต่างช่วยตัวเองไม่มีใครทำตัวเอื้ออารีถือให้ใคร แม้แต่สามีภรรยาก็เถอะ(มีสามีภรรยาในทริป ๑ คู่ แต่ถูกจับแยกไม่ให้นอนห้องเดียวกันด้วยข้อจำกัดเรื่องที่พัก)

เดินผ่านถนนแบบนี้ประมาณ ๒๐ นาที


ผู้ชายในทริปทุกคนผอม แข็งแรง ปราดเปรียว ผู้หญิงในทริปรูปร่างหลายขนาดไหลเลื่อนไปตามอายุ แต่ไม่มีใครผอม(อิอิ) ตั้งแต่ระดับท้วมพองามยันป้าอ้วนปลาพยูนตัวนี้ คนอายุน้อยสุด ๔๘ มากสุด ๗๐ และไม่ต้องเตือนกันให้มากความ แต่ละคนย่อมรู้สภาพของตัวเองดีว่ามีความสามารถที่จะหอบหิ้วอะไรได้ขนาดไหน
ดีหน่อยที่ขากลับนั้นน้องจุ๋มเธอแนะนำให้พวกเราซื้อน้ำหนักกระเป๋าสำหรับโหลดขึ้นเครื่องกันคนละ ๒๐ กิโลกรัม (ค่าธรรมเนียม ๗๐๐ บาท) ซึ่งเป็นน้ำหนักขั้นต่ำของแอร์เอเชียที่เปิดขายสำหรับไฟลท์ต่างประเทศ เพราะขากลับเราไม่ต้องรีบร้อนและแน่นอนว่าแทบทุกคนคงต้องมีของติดไม้ติดมือกลับบ้านเป็นเรื่องธรรมดาถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจไปช็อปปิ้งกันเต็มที่ก็เถอะ

อ้อ! เรื่องรอบคอบที่ต้องมอบถ้วยรางวัลให้จุ๋มอีกอย่างก็คือเธอให้พวกเราเลือกสั่งอาหารเย็นบนเครื่องไว้ล่วงหน้าเลยว่าใครอยากกินอะไรจะได้ไม่มีปัญหา ทุกอย่างสั่งผ่านระบบออนไลน์จ่ายเงินล่วงหน้าระบุชื่อผู้โดยสารพร้อมที่นั่งไว้เสร็จสรรพทำให้ซื้อได้ถูกกว่าไปสั่งกินบนเครื่อง เช่น ข้าวผัดกะเพราไข่เจียว สั่งออนไลน์ ๑๕๐ บาท บนเครื่อง ๑๘๐ บาท เป็นต้น(เรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเราบินโดยสายการบินปกติไม่ใช่สายการบินโลว์คอสแบบนี้)    

ดึกขนาดนี้แล้วร้านอาหารย่านนัมบะยังมีของให้กิน เพราะคนที่นี่นอนดึก

ในที่สุดเราก็ได้โบยบินพ้นน่านฟ้าเมืองไทยเสียที(หลายท่านกำลังเริ่มรำคาญอารัมภบทพอดี กว่าจะได้เดินทางแหมมันช่างเรื่องมากเสียจริง!) ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เราได้ที่นั่งตามที่ต้องการ ได้กินอาหารที่สั่งครบทุกคน...
ยกเว้น...ความเป็นไปของโลก
ฤดูนี้เป็นฤดูมรสุม ถนนบนฟ้าไม่ได้โล่งโจ้งแสนสะดวกอย่างที่คิดนะ กัปตันต้องพาเครื่องบินอ้อมแนวพายุฝนเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารทำให้เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมง และที่ช้ากว่าการคาดหมายก็คือตรงด่านตม.ของสนามบินคันไซ เปิดช่องทางให้ผู้โดยสารเข้าตรวจพาสปอร์ตแค่ ๓ ช่อง แถวรอคิวจึงยาวเหยียด 
ดังนั้น แม้พวกเราไม่ต้องไปคอยรับกระเป๋าสัมภาระแต่กว่าจะออกพ้นบริเวณด้านในสนามบินออกมาได้ก็ไม่ทันรถไฟเสียแล้ว!
หิวโหย

ตกรถไฟ ไม่เป็นไร ยังมีรถบัส ...
แผนเปลี่ยนตั้งแต่จุดนี้ แต่ทุกคนทำใจไว้แล้ว คุณนิดผู้เชี่ยวชาญการซื้อตั๋วรถไฟในญี่ปุ่นรับหน้าที่กดตั๋วมาให้ครบทุกคน ๑๒ ใบ(ขอบคุณๆๆๆ) ระหว่างนั้นเราก็ไปเข้าคิวรอขึ้นรถบัส ซึ่งจะออกตรงเวลาเป๊ะเหมือนรถไฟนั่นแหละ
นั่งสับปะหงกสลึมสลืมด้วยความง่วงงุนอยู่เกือบชั่วโมง รถก็จอดเทียบข้างถนนย่านนัมบะ คราวนี้ล่ะจากตาปรือเปลี่ยนมาเป็นตาแจ้ง เพราะได้เวลาแบ็กแพ็กของจริงในโอซาก้าแล้ว เนื่องจากเราต้องเดินไปหาที่พักละแวกนั้นซึ่งถ้าเป็นกลางวันคงไม่ยากนัก แต่นี่เป็นกลางคืนเวลาเกือบตี ๑ ของญี่ปุ่น
เวลานั้นแทบทุกคนเกือบหมดสภาพ บ้างเข็นกระเป๋า บ้างแบกเป้ขึ้นหลัง เดินตามกันเป็นลูกเป็ด มีคุณนิดผู้เชี่ยวชาโอซาก้าอยู่หัวขบวน...ประมาณ ๒๐ นาทีเราก็ถึงที่พัก
โอซาก้าอยู่ใต้ฝ่าเท้าจริงๆ แค่คืนแรกก็เดินแล้ว 

.....

(ตอนที่ ๔ ของใหม่ อดใจแป๊บนะ)


โอซาก้าใต้ฝ่าเท้า(๒)


แบ็กแพ็กเกอร์วัยทอง
...
คุณนิด ผู้จัดการเรื่องหาที่พัก ขอบคุณนะคะ


ระหว่างที่พวกเราเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศคุณนิด @Suchada Lee ก็ยื่นมือน้อยๆของนางฟ้ามาให้เกาะ เพราะเธอสามารถเสาะหาที่พักจากเว็บไซต์ airbnb.com มาได้ในที่สุด
ใครที่เคยจองที่พักจากเว็บไซต์นี้ก็ย่อมจะรู้ว่าห้องพักมักจะไม่ใช่โรงแรมแต่เป็นอพาร์ตเมนต์เล็กๆ หรือห้องส่วนเกินในบ้านที่เจ้าของอยากทำให้เกิดรายได้ก็เลยแบ่งให้แขกเข้าพักเป็นครั้งคราว มีทั้งแบบที่เป็นห้องในบ้านอยู่ร่วมกันกับเจ้าของเลย และแบบอพาร์ตเมนต์ที่ตั้งใจจัดไว้ให้เช่าแบบชั่วคราวหรือรายวัน
ปัญหาของเราคืออพาร์ตเมนต์ชุดแรกแรกที่จองได้ในย่านนัมบะมีห้องว่างแค่ ๓ ห้อง พักได้ไม่เกิน ๙ คน(ที่จริงแต่ละห้องเล็กมากเหมาะที่จะพักแค่ ๒ คนเท่านั้น แต่เจ้าของเห็นใจเราก็เลยยอมให้ยัดเพิ่มเข้าไปเป็นห้องละ ๓ ถึงกระนั้นก็ต้องแยกอีก ๓ ชีวิตไปนอนที่อื่น
ปรากฏว่าโชคดีมากที่ได้ห้องพักย่านใกล้เคียงกันไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดิน นิปปอนบาชิ” (Nipponbashi) เท่าใดนักและเดินไปอีกไม่ไกลก็ถึงสถานีนัมบะ เพียงแต่ต้องแยกทิศเดินจากกันไปคนละทางเท่านั้นเอง
ห้องนี้ถือว่าหรูหรามากสำหรับคนแบกเป้

airbnb.com ให้เราจ่ายเงินล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์และ Host หรือเจ้าของห้องจะเป็นผู้ติดต่อเราทางอีเมลเพื่อบอกรายละเอียดการเดินทางไปที่พัก โดยสามารถติดต่อผ่านหลายช่องทาง บางคนมีเฟซบุ๊คและไลน์ด้วย รวมทั้งทางโทรศัพท์ ผู้เช่าจะได้เห็นภาพห้องพักที่ Host ส่งมาให้และรู้ว่าภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง เก่าหรือใหม่แค่ไหน เพื่อให้เราเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าว่าต้องไปอยู่อาศัยในสภาพอย่างไรในช่วงเวลาสั้นๆนั้น และบอกข้อมูลคร่าวๆว่าการคมนาคมจากที่พักไปย่านสำคัญต่างๆต้องเดินทางอย่างไร
หน้าตาของ ๓ ห้องแรกที่จองได้ ปลายฟูกคือครัวกระจิ๋วหลิวแบบนี้ ประมาณว่าลุกจากที่นอนก็เจออ่างล้างจานเลย

สรุปแล้วที่พักของเราสามห้องแรกเป็นอพาร์ตเมนต์รังหนูแบบที่คนไปเที่ยวญี่ปุ่นประจำจะเข้าใจดี ส่วนอีกห้องเป็นอพาร์ตเมนต์ใหม่หน่อยขนาดห้องใหญ่กว่านิดหน่อย และแยกส่วนครัวเล็กจ้อยไว้ต่างหากด้วยประตูกั้น ทำให้พื้นที่นอนโล่งขึ้น นอนสามคนไม่เบียดกันนัก มีทั้งเตียงและฟูกวางกับพื้นกว้างพอที่จะนอนดิ้นได้ไม่ตก ถือว่าคุณภาพห้องพักไม่เลวทีเดียวแหละ เฉลี่ยค่าห้องพักสามห้องแรกต่อคนรวมค่าบริการทุกอย่างแล้วคืนละ ๑,๑๐๐ บาท ส่วนอีกห้องแพงกว่านิดหน่อยแต่ไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาทต่อคน/คืน
ห้องน้ำจิ๋วของห้องราคาถูก

เราตกลงกันว่าจะอยู่ที่นี่ยาวติดต่อกัน ๖ คืนไปเลย แม้จะไปเที่ยวโกเบและเกียวโตเป็นบางวันก็จะใช้วิธีเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ เพราะการคมนาคมสะดวก นั่งรถไฟไปแต่ละจุดไม่เกิน ๑ ชั่วโมง และรถไฟญี่ปุ่นแสนจะตรงเวลา แทบไม่พลาดสักวินาทีเดียว จึงไม่จำเป็นต้องลากกระเป๋าย้ายเมืองไปมา เพราะนั่นหมายถึงว่าจะมีภาระต้องหาห้องพักใหม่ถึง ๓ จุดด้วยกันในช่วงฤดูร้อนที่นักท่องเที่ยวเต็มเมืองซึ่งจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างแรง 
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจัดการให้คุ้มค่าที่สุดก็คือเรื่องตั๋วรถไฟซึ่งมีให้เลือกซื้อหลายแบบขึ้นอยู่กับลักษณะการท่องเที่ยวที่ออกแบบเอาไว้ว่าจะไปไหนบ้าง แต่ละแห่งจะไปชมอะไร ที่ไหน ซึ่งพวกนี้ต้องศึกษาข้อมูลกันล่วงหน้าเอาไว้ด้วย

ห้องน้ำของอีกอพาร์ตเมนต์หนึ่ง


เรื่องตั๋วรถไฟญี่ปุ่นสำหรับนักเดินทางต่างชาติในโอซาก้าน่าสนใจที่จะเรียนรู้เอาไว้สำหรับใครที่อยากเที่ยวในปีนี้และปีหน้าเพราะมีโปรโมชั่นที่ราคาถูกมากๆ ถ้าซื้อได้ถูกต้องกับการใช้งานจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างมหาศาล แต่ยังจะไม่เล่าตอนนี้หรอกนะเพราะกลัวจะยาวไป
เอาเป็นว่าเราได้ที่พักแล้วสบายใจได้ แต่ยังมีโจทย์ที่ต้องตอบในเรื่องเวลาปลายทางถึงสนามบินตอน ๕ ทุ่มซึ่งถือว่าดึกมาก แทบจะเป็นเที่ยวบินสุดท้ายของสนามบินคันไซเลยทีเดียว น้องจุ๋มผู้เชี่ยวชาญการท่องโลกด้วยตัวเองมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำจึงขอร้องทุกคนว่า เพื่อความคล่องตัวในการออกจากสนามบินหลังผ่านด่านตม.แล้วไม่ควรไปเสียเวลารอรับกระเป๋าอีกเพราะรถไฟเข้าเมืองรออยู่และออกตรงเวลาเป๊ะ ดังนั้นขอให้ทุกคนเดินทางด้วยกระเป๋าเล็กที่ถือติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ น้ำหนักไม่เกินคนละ ๗ กิโลกรัมเท่านั้น!
ห้องราคาแพงมีเครื่องซักผ้าด้วย

เอาล่ะซี พวกเราส่วนใหญ่มีแต่พวกที่เคยเดินทางแบบมีบริการเต็มเพียบแทบจะอุ้มกันไปโน่นมานี่ บัดนี้ต้องมาจำกัดจำเขี่ยแพ็กกระเป๋าที่หนักไม่เกิน ๗ กิโลกรัม นั่นหมายความว่าต้องยัดของใช้จำเป็นทุกสิ่งอย่างลงไปในนี้ให้หมด จะมาเอาเสื้อผ้ามากมายไปเปลี่ยนทุกวันแล้วมีเผื่อเหลือเผื่อขาดอีกสองสามชุดแบบที่เคยชินไม่ได้อีกแล้ว
รองเท้าก็อย่าคิดว่าจะเอาไปเปลี่ยนนะ ต้องทำใจที่จะใส่เสื้อผ้าซ้ำบ้างเน่าบ้าง แม้ที่พักบางห้องจะมีเครื่องซักผ้าให้ แต่ก็อย่าหมายว่าจะมีที่ตากผ้ารับแดดอย่างบ้านเรา ส่วนมากใช้วิธีเอาลมร้อนจากคอมแอร์เป่าเท่านั้นแหละ
นี่ไงแบ็กแพ็กเกอร์สมบูรณ์แบบล่ะ แต่ว่าพวกเรามันมนุษย์ลุง-ป้า ๕๐ อัพกันทุกคนแล้วนะ มีเด็กอ่อนสุดในกลุ่มคือน้องตาก็ปาเข้าไปตั้ง ๔๘
จะไหวไหม...จะไหวไหม?

....
ครัวของห้องราคาแพงก็ดูดีมีสกุล



วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

โอซาก้าใต้ฝ่าเท้า (๑)








ก่อนจะโบยบิน
.........



จะเล่าเรื่องไปเที่ยวเมืองโอซาก้าสู่กันฟัง เพราะเพื่อนหลายคนอยากตามรอยมนุษย์ป้าฉายา หัวใจสาวในร่างชราคนนี้ ที่ไม่เจียมสังขารดันคิดจะแบกเป้ไปเที่ยวในช่วงวัยที่หนังเหี่ยวพุงย้อยใกล้หมดสภาพแล้ว
         เรื่องนี้ต้นเหตุมาจากตอนต้นเดือนมิถุนายน ๕๘ จุ๋ม” @Boondharik Sanpha-asa น้องรักอักษรทับแก้วรุ่น ๑๒ ส่งไลน์กรุ๋งกริ๋งมาถามว่า
         “พี่...หนูมีตั๋วโอซาก้าราคาถูกอยู่....(เลขสี่หลัก) อยากเอาไหม เดินทางวันที่...


         แค่ได้ยินตัวเลขราคาตั๋วเครื่องบินเท่านั้นแหละยัยป้าปลาพยูนกระโดดตีลังกาเกลียวหนึ่งรอบงับไว้เลย ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนกันบ้างหรือจะไปกันไปกี่คน

         กรุณาอย่าถามราคาตั๋วเพราะคงไม่มีใครซื้อให้ได้อีกแล้ว น้องสาวเราหามาได้ก็เพราะลูกชายเธอเปิดบริษัททัวร์ชื่อ Max Tour ซึ่งกำลังเป็นทัวร์ดาวรุ่งพุ่งแรงของบคนรุ่นใหม่วัยโจ๋อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี บวกกับวิธีแลกแต้มจากคะแนนสะสมแอร์เอเชียของเธอและเพื่อนในทีม

         โดยเฉพาะคุณนิด @Suchada Lee ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นน้องสาวของคุณวสันต์ ภัยหลักลี้ อดีตเพื่อนร่วมงานที่เคยสนิทสนมกันกับป้าปลาพยูนเพราะเข้ามาทำงานหนังสือพิมพ์มติชนรุ่นเดียวกัน(โลกนี้กลมจริง)



         เอาล่ะพอได้ตั๋วมาแล้วรายละเอียดก็ค่อยๆเผยออกมาว่าเราจะมีสมาชิกร่วมทีมกันไป ๑๒ คน หญิง ๙ ชาย ๓ และหนึ่งในนั้นคืออาจารย์ถิ่น @Suteera Apinyaเพื่อนเลิฟอักษรทับแก้วรุ่นเดียวกันของยัยป้าปลาพยูนแต่เราช่วยกันปิดบังไม่ยอมให้เธอรู้ว่าป้าอ้วนจะไปด้วย(เรื่องนี้ทำเอาเธอตาเหลือกตอนป๊ะหน้ากันที่สนามบิน)

         ส่วนแผนการเที่ยวนั้นเสียงส่วนใหญ่มีมติว่าเราจะหาข้อมูลเที่ยวกันเอง แยกกันเดินบ้าง ตามก้นกันบ้าง แล้วแต่ว่าใครถูกจริตกับสิ่งไหน โดยจะแชร์ห้องพักกันในย่านที่เดินทางสะดวก

         หลังจากคอนเฟิร์มตั๋วภายใน ๑ สัปดาห์นั้นก็ต้องรีบหาห้องพักกันจ้าละหวั่นเนื่องจากช่วงที่เราเดินทางนั้นเมืองโอซาก้ามีงานเทศกาลฤดูร้อนใหญ่ยักษ์ประจำปี คือเทศกาล Tenjin Matsuri ซึ่งจะมีผู้คนเป็นล้านๆทั้งคนญี่ปุ่นและต่างชาติแห่กันมาเที่ยวชมงาน
...


         เอาล่ะซี เจอปัญหานี้เข้า ที่พักหายากมากและราคาแพงแน่นอน

         นี่ก็เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับการเที่ยวกันเองที่พวกเราอยากประหยัดงบประมาณ ดังนั้นจึงต้องคิดวางแผนกันให้ละเอียดรอบคอบเพื่อจะให้เสียค่าที่พักและค่าเดินทางสมเหตุสมผลที่สุด คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายที่สุด จะได้มีเงินเหลือไปกินเที่ยวชมโน่นดูนี่ให้สบายใจหน่อย เพราะไหนๆก็ได้ตั๋วเครื่องบินถูกแล้วจะได้มีเงินไปฟุ่มเฟือยกับรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคนกันอย่างเต็มที่

         แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าการไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นนั้นค่าใช้จ่ายแพงที่สุดมีอยู่สองอย่างคือที่พักและค่าเดินทาง ต้องขอบคุณ @คุณนิด ผู้เสียสละเวลามากมายในการหาข้อมูลและวางแผนที่พัก-การเดินทางให้ รวมทั้งออกแบบวิธีการซื้อตั๋วให้พวกเราได้ใช้อย่างคุ้มค่าเงินที่สุดในฐานะที่เธอเคยมาทำงานวิจัยในญี่ปุ่นหลายเดือนและเชี่ยวชาญการขึ้นล่องแถบคันไซ โอซาก้า-เกียวโต ชนิดที่เป็นหูตาให้เราได้ทั่วถึง

         บอกได้เลยว่าทริปนี้ถ้าไม่มีคุณนิด บรรดาลูกเป็ดหลายคนในคณะมีหวังเคว้งคว้างอยู่กลางเมืองโอซาก้านั่นเอง

         เรามีโจทย์สำคัญในการหาที่พักคือ ต้องหาให้ได้ใกล้กับสถานีรถไฟนัมบะ(Namba Station) มากที่สุด เพราะนัมบะเป็นชุมทางสถานีรถไฟใหญ่ของโอซาก้า รถไฟสายหลักๆของเมืองทั้งสายรัฐบาลและเอกชนต่างมาชุมนุมกันที่นี่หรือไม่ก็เป็นต้นสายปลายทางเลย

         จุ๋มกับคุณนิดวางแผนการเดินทางจากสนามบินคันไซเข้าเมืองเผื่อไว้ ๒ แผนคือ แผนแรกนั่งรถไฟสายนานไก(Nankai Electric Railway) จากสนามบินเข้าไปลงสุดสายที่นัมบะเลย แต่รถไฟขบวนสุดท้ายจะออกเวลา ๒๓.๒๙ น. มีแนวโน้มว่าเราจะไม่ทันเพราะเที่ยวบินที่จองได้เวลาเดินทางไม่สวยนัก แลนดดิ้งที่โอซาก้าเกือบ ๕ ทุ่ม เราต้องหาทางไปให้ถึงชานชาลารถไฟและซื้อตั๋วให้ทัน ซึ่งมีทั้งความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้
        



ดังนั้นจึงต้องสำรองแผน ๒ คือนั่งรถ Shuttle Bus จากสนามบินคันไซเข้าเมือง เพราะรถบัสจะมีจนถึง ๐๑.๐๐ น. และถ้าหากมีผู้โดยสารตกค้างที่สนามบินเยอะมากทางเจ้าหน้าที่ก็จะจัดรถมาบริการให้เพียงพอจนสามารถส่งทุกคนเข้าเมืองได้ครบถ้วน(รักบ้านเมืองญี่ปุ่นตรงนี้แหละ ตรงที่เขามีระเบียบวินัยเคร่งครัดแต่ไม่ยอมให้ระเบียบกติตามาข่มเหงให้คนเสียประโยชน์สุขได้) 
       
         ทั้งรถบัสและรถไฟมีจุดหมายปลายทางที่สถานีนัมบะ ที่พักก็ไม่ควรไกลเกินกว่าระยะก้าวที่สามารถมีแรงเดินถึง เพราะต้องคำนึงว่าดึกดื่นปานนั้นการสังเกตุทางจะยากกว่าเวลากลางวัน แถมเรายังนั่งอุดอู้อยู่บนเครื่องบินมานานกว่า ๕ ชั่วโมง คงอยู่ในสภาพที่ไม่สมประกอบสักเท่าไหร่

         พอสรุปเรื่องการเดินทางจากสนามบินได้เรียบร้อยก็ต้องไปแก้โจทย์เรื่องที่พักราคาพอเหมาะแก่เงินในกระเป๋าซึ่งหากยากแสนยากต่อ
        
         ......


         (โปรดติดตามตอนต่อไป)