วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จดหมายเปิดผนึกถึงนายรัฐมนตรี ฉบับที่ ๑

เพื่อให้ปัญหาการฮึบที่ดินชายฝั่งทะเลของเมืองศรีราชามาอยู่ที่เดียวกัน จึงรวบรวมจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีไว้ในบล็อกทั้งสองฉบับแล้ว นี่คือ ฉบับที่ ๑ ค่ะ




กราบเรียน ฯพณฯนายกรัฐมนตรี และทีมดูแลสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล

เพราะความละโมบโลภมากใช่ไหมจึงเกิดคดีใหญ่ใหญ่กับนายตำรวจหลายคนยามนี้?

ที่ศรีราชาหลังจากเปลี่ยนตัวนายกเทศมนตรีคนใหม่เมื่อ 3 ปีก่อน คุณภาพชีวิตเลวๆ ก็เกิดขึ้นเพียบกับชาวเมือง
ใครจะเชื่อว่ามีการอนุมัติให้ก่อสร้างคอนโดมิเนียมมารีน่าเบย์ฟร้อน สูง 32 ชั้น ติดชายทะเลตรงกันข้ามกับสำนักงานเทศบาลอำเภอศรีราชา เป็นแลนด์มาร์คประจานความไม่ชอบมาพากลของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม ที่ยินยอมให้ตึกหลังนี้ผ่าน EIA

ตอนนี้โครงการก่อสร้างไป 50% แล้ว ขายดิบขายดีอย่างมาก เหลืออยู่แค่ 7 ยูนิต ราคาแพงลิบถึงตารางเมตรละ 120,000 บาท

ไม่ ยังไม่หมดเท่านั้น... พนักงานขายบอกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนท่านประธานที่ปรึกษาซึ่งเป็นอดีตนายคำรวจใหญ่ เพิ่งมาจัดประชุมกับฝ่ายบริหารโครงการ ยืนยันจะขึ้นอีกตึกหนึ่งคู่กัน สูง 28 ชั้น ชิดติดทะเลเข้าไปอีก ในพื้นที่ติดทะเลแบบไม่มีระยะเว้น และบดบังตึกศรีราชาเบย์วิวสูง 15 ชั้นของเดิมที่เขาก่อสร้างมานานเกือบ 20 ปีแล้วภายใต้กฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิม



ตึกหลังใหม่นี้ที่กำลังจะขึ้นในปีหน้าหลังจากตึกแรกแล้วเสร็จ ฝ่ายขายโครงการบอกว่าจะสร้างเป็นโรงแรมในเครือโนโวเทล(ไม่รู้เชนโนโวเทลรู้เห็นด้วยขนาดไหน) และยืนยันว่าสามารถสร้างได้แน่นอน เพราะแค่ดูชื่อประธานที่ปรึกษา และซีอีโอของโครงการยังไงก็ต้องผ่าน EIA สบายๆ อยู่แล้ว

นรกแห่งความละโมบในใจคนและอำนาจอิทธิพลผลประโยชน์ของมาเฟียท้องถิ่นทั่วประเทศยังโหมไหม้ทำร้ายคนไทยไปทุกหย่อมหญ้า

จึงกราบเรียนมาเพื่อให้พณฯท่านได้พิจารณาดูแลชาวศรีราชาให้ได้รับความเป็นธรรมและกลับคืนสู่คุณภาพชีวิตอันดีดังเดิมด้วยค่ะ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง
นางสาวสุมิตรา จันทร์เงา
4 พฤศจิกายน 2558

หมายเหตุ: โปรดพิจารณาภาพประกอบ


จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ ๒ ถึงนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
เรื่อง ขอให้สอบสวนขบวนการสร้างเขื่อนฮุบที่ดินริมทะเลศรีราชาเอื้อกลุ่มทุน

สืบเนื่องมาจากหนังสือร้องเรียนฉบับที่ ๑ ตามลิงค์ข้างล่างนี้

ขอขยายความเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างยิ่งขึ้น ดังนี้




๑.ในอดีตของเมืองศรีราชาซึ่งเป็นเมืองน่าอยู่ เป็นที่ตั้งของพระจุฑาธุชราชฐาน พระราชวังในสมัยรัชกาลที่ ๕ (เกาะสีชัง) สำหรับประทับแรมทางทะเล เป็นชุมชนชายทะเลโบราณ รอบอ่าวเป็นที่ตั้งหมู่บ้านประมงริมฝั่งทะเลอยู่อาศัยมานานหลายร้อยปี โดยจะมองเห็นเกาะลอยเด่นสง่ามีสะพานเป็นตัวเชื่อมแผ่นดินกับตัวเกาะ เห็นเรือนน้ำแหลมฟานของท่านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(ปัจจุบันคือร้านอาหาร Grand seaside) และสภาพชุมชนชาวทะเลยังเป็นแบบดั้งเดิมตามวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น




๒. จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเป็นประธานในที่ประชุมเห็นชอบอนุญาตเอกชน บริษัทเดอะสุพีเรีย โฮลดิ้ง จำกัด ให้สร้างท่าเทียบเรือบริเวณหน้าดินกรรมสิทธิ์ของบริษัทไมโคคลอรีน จำกัด ซึ่งบริเวณใกล้เคียงนั้นเป็นชุมชนชาวประมงที่ประกอบอาชีพเลี้ยงหอยแมลงภู่และทำประมงชายฝั่งมาช้านาน










 ๓ .ปี ๒๕๕๗ หลังจากได้รับอนุมัติสร้างท่าเทียบเรือแล้ว ประมาณเดือนมีนาคม ๒๕๕๗ มีรถแบ๊คโฮลุยเข้ามาทำการขุดดินบริเวณริมอ่าวแหลมฟาน สร้างความสงสัยแก่ประชาชนที่พักอาศัยบริเวณนั้น เมื่อชาวบ้านสอบถามว่าทำอะไร คนงานบอกแค่ว่าเป็นคำสั่งของของ สว.คนหนึ่ง ให้สร้างเขื่อนกันคลื่นเซาะชายฝั่ง แต่โดยภาพรวมแล้วเป็นโครงการเขื่อนกินงบประมาณเอื้อประโยชน์เจ้าของท่าเทียบเรือมากกว่า ซึ่งประชาชนชาวศรีราชาที่ได้รับความเดือดร้อนและเห็นความไม่ชอบมาพากลของโครงการดังกล่าว ได้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน ทั้งศูนย์ดำรงธรรมที่กรุงเทพมหานคร และ ร.๒๑ ชลบุรี และร้องเรียนโดยตรงต่อทางจังหวัดชลบุรี ตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า แต่ทุกอย่างเงียบเชียบไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด ทั้งที่การอ้างสร้างเขื่อนกันคลื่นดังกล่าวทำให้เกิดกระบวนการฮุบที่ดินริมทะเลเชื่อมต่อหน้าโฉนดของเอกชนดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด 
 ๔. ตอนเริ่มโครงการสร้างเขื่อนซึ่งใช้งบประมาณที่เป็นภาษีอากรของรัฐ มีการเร่งทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนเพื่อหนีน้ำทะเลขึ้นลงตามธรรมชาติ ดึกดื่นเพียงใดถ้าน้ำลงก็ต้องรีบทำไม่คำนึงถึงมลพิษทางเสียงที่จะรบกวนชาวบ้านที่ต้องพักผ่อนตอนกลางคืนจากเสียงรถปูนเข้าออกในที่ของกลุ่มทุนที่ได้รับประโยชน์จากการสร้างเขื่อนดังกล่าว เมื่อชาวบ้านสอบถามไปทางสำนักงานเทศบาล ทางเทศบาลก็ตอบแบบเขลาๆ ว่าไม่รู้เรื่อง เป็นโครงการของทางจังหวัด สอบถามไปยังกรมเจ้าท่า ชลบุรี ทางหน่วยงานก็บอกว่าไม่รู้ ไม่ได้อนุญาต


๕. แต่ในที่สุดการก่อสร้างได้เริ่มขึ้นด้วยการเทฐานราก ฝังตอม่อ ถมดินลงไปในทะเลตามแนวเขื่อนที่ปักเสาไว้ในทะเลทำให้เจ้าของที่ดินได้พื้นที่เพิ่มยื่นยาวออกไปจนชนแนวเขื่อนกันคลื่น และไม่เพียงเท่านั้นปัญหาที่ส่งผลกระทบผิดธรรมชาติตามมาคือ โดยปกติคลื่นจะสลายไปเอเป็นเช่นนี้มางตามวิถีคลื่นลมเนิ่นนาน แต่ตอนนี้คลื่นที่ซัดมากระทบกับตอม่อเขื่อนได้สะท้อนกลับไปกระทบเสาบ้านของชาวบ้านบริเวณแหลมฟาน ทำให้เสาบ้านได้รับความเสียหายจำนวนมาก ชาวบ้านจึงรวมตัวกันร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรม จ. ชลบุรี ซึ่งท่านผู้ว่าฯได้ส่งโยธาจังหวัด นายอำเภอศรีราชา กรมเจ้าท่า ให้ลงมารับเรื่องร้องเรียน











๖.ปัจจุบันการก่อสร้างเขื่อนดำเนินการแล้วเสร็จ ทั้งที่ไม่มีหน่วยราชการใดยอมรับว่าได้อนุญาตให้ก่อสร้าง แต่กลับผลาญเงินงบประมาณของจังหวัดไปเรียบร้อยแล้ว และผลที่ได้คือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุนอย่างชัดเจน โดยขณะที่ถมดินทำเขื่อนนั้น เอกชนได้รีบเร่งก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม “มารีน่า เบย์ ฟร้อน” ซึ่งเปิดขายจนเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ส่วนที่ดินงอกบริเวณติดกับแนวเขื่อนกันคลื่น ทางเอกชนได้เผยแพร่เอกสารการขายว่าจะสร้างเป็นโรงแรมโนโวเทลศรีราชา ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาโครงการอยู่ เข้าใจว่าอยู่ระหว่างขออนุมัติให้ผ่านกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม   






๗. ข้อสงสัยที่ต้องไขความกระจ่างคือ เดอะสุพีเรียโฮลดิ้ง ฝ่ายเอกชนเป็นผู้สร้างท่าเรือเพื่อประโยชน์ของบริษัทในปี ๒๕๕๕ แต่ต่อมาในปี ๒๕๕๗ ทางจังหวัดชลบุรีกลับใช้งบประมาณท้องถิ่นสร้างเขื่อนกันคลื่นเพื่อต่อเชื่อมระหว่างสะพานเทียบเรือเอกชนที่สร้างเสร็จกับสถานที่ตั้งคอนโดมิเนียมที่กำลังดำเนินการอยู่



๘. การถมดินในทะเลตามแนวกันคลื่นได้ขยายหน้าดินของเอกชนให้มีข้ออ้างที่จะสร้างอาคารสูงชิดติดทะเลหลังใหม่ได้อีก คือ โครงการโรงแรมโนโวเทลสูง ๒๘ ชั้น เรื่องนี้ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ เพราะการถมดินและการสร้างเขื่อนใช้เงินภาษีประชาชน ขอความกรุณาให้ สตง.เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย

๙. ขอให้ตรวจสอบการก่อสร้างโครงการมารีน่า เบย์ ฟร้อนท์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นตึกสูงถึง ๓๒ ชั้น อยู่ติดทะเลเกือบชิดแนวเขื่อน(ตามภาพในโบรชัวร์) เป็นทัศนียภาพอุจาดทำลายภูมิทัศน์อ่าวศรีราชาอย่างชัดเจนนั้นได้รับอนุญาตให้ผ่านกฎ EIA มาได้ถูกต้องชัดเจนตามมาตรฐาน EIA ,EHIA หรือไม่ หากมีการร่วมกันกระทำทุจริต ขอให้ดำเนินการคืนความสุขและความเป็นธรรมในสังคมต่อชาวเมืองศรีราชด้วย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ด้วยความเคารพอย่างสูง
นางสาวสุมิตรา จันทร์เงา
๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๘




วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

จูบบุหรี่



รู้สึกเหมือนฉันกำลังจูบเขา...ขณะทาบริมฝีปากลงบนรอยเม้มที่ปลายมวน
กระจกกั้นระหว่างเรายังคงอยู่ ใสกระจ่าง มันติดตามไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะในสถานที่มีผู้คนหรือว่างวาย
แม้ในขณะที่เดินเคียงกันไปริมถนน เราก็ยังต้องดิ้นรนเรียกหาคนอื่นมาสมทบ
            การรักษาพื้นที่ว่างไม่ใช่เพียงมารยาท มันเป็นสิ่งที่เราสองต้องรู้โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจา
            ผู้ชายอายุ ๔๐ ไม่ใช่วัยรุ่นแม้จะเพิ่งเริ่มต้นความสำเร็จ เช่นเดียวกันหญิงสาววัยสามสิบต้นก็ต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะรู้ว่าในปรารถนาอันลึกเร้น เธอทำได้เพียงมองตาและส่งยิ้มให้เขา
          ไม่บังอาจแม้จะแตะแค่ปลายนิ้ว
            ...

            ฉันเห็นมือเขาสั่นน้อยๆ ขณะจุดบุหรี่
            เขาเอียงหน้านิดๆ ก้มลงมองเปลวไฟที่เริ่มไหม้ลามปลายมวน
            ริมฝีปากที่คาบก้นกรองเผยออย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่ามันจะเปื้อนความชื้นเป็นร่องรอย
เขาช่างไม่รู้เสียเลยว่าฉันอยากให้เขาดูดเม้มและสืดควันเขาไปก่อนสักอึกใหญ่ก่อนจะยื่นมาให้
            แต่ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ริมฝีปากเขาก็ประทับรอยบางเบาไว้แล้ว
            “มันแรงนะ” เขาหันมาบอกแล้วมองเลยไปทางอื่น ระริกรื่นในแววตานั้นยังเหมือนเดิม เหมือนจะชิดใกล้แต่ก็คล้ายจะห่างเหิน เป็นเขาในแบบที่เขาเป็น
แต่ฉันไม่สนใจหรอก ขอแค่ให้ได้ฝันถึงเขาเท่านั้นก็พอ
            ซองบุหรี่กับไฟแช็กวางอยู่บนโต๊ะ แค่ฉันขอบุหรี่สักมวนแล้วหยิบมันมาจุดก็จบ เขาอาจไม่คิดอะไรเลยกับการจุดบุหรี่มวนใหม่แล้วยื่นให้ผู้หญิงคนหนึ่ง
            แต่สำหรับฉันบุหรี่มวนที่ยื่นมาให้นั้นมันช่างหอมหวานและยวนยั่ว
ความรู้สึกนั้นอ่อนหวาน เจ็บปวด แต่ก็แสนสุข
เราต่างรักษากระจกกั้นอันนี้ไว้ ให้มองเห็นกันทุกหนแห่ง รักษาอย่างดีที่สุดไม่ให้มันแตก
...

ฉันจูบเขาที่ปลายมวน ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ควันบุหรี่ลอยเป็นสายอ้อยอิ่ง ไม่มีใครอื่นเลยในระเบียงร้านกาแฟแสนงามแห่งนั้น
เราคุยกันเรื่องการงาน สถานที่เที่ยวท่อง และความฝันที่เราต่างไม่มีกันและกันในนั้น
ไม่อยากขยี้ก้นบุหรี่ทิ้งเลยแต่ปลายก้นกรองเริ่มลามไหม้จนนิ้วคีบผ่าวร้อน
จูบบุหรี่เป็นเช่นนี้เอง ตอนจบมันไม่อร่อย เพราะร้อนลวกและจำต้องจากลา
...

ฉันมองเถ้าบุหรี่มวนนั้นที่ปนเปอยู่กับบุหรี่ที่สูบแล้วมวนอื่นๆของเขา
เราต่างรู้ว่ามันเป็นยาพิษ...แต่ทำไมเราถึงยอมให้มันอยู่กับเราเสมอ
ทุกครั้งบุหรี่และกระจกจะอยู่กับเรา ทำหน้าที่สัตย์ซื่อ
และฉันได้จูบเขาเป็นร้อยครั้งแล้วในรอบหลายปีที่ผ่านมา
ทำไมเขาจะไม่รู้เจตนาของฉัน

“ขออีกตัวได้ไหม?”
เขาขยับตัวจะหยิบซองบุหรี่ในจังหวะที่ฉันขยับขายกขึ้นไขว่ห้างแล้วหัวเข่าไปโดนพื้นโต๊ะข้างใต้จนสะเทือน ซองบุหรี่เลื่อนไหลมาตรงหน้าหมิ่นเหม่จะตกลงมาที่ตัก
ฉันรีบตะครุบไว้ในจังหวะที่เขาทาบมือลงมาประกบ...อุ่นวาบ
เป็นครั้งแรกที่เราถูกเนื้อต้องตัวกันในดินแดนลี้ลับ
เป็นเรื่องตลกเหลือเชื่อที่คนผ่านโลกมาโชกโชนสองคนไม่อาจหาญกล้าแม้จะแตะปลายนิ้วกัน
ฉันเลื่อนซองบุหรี่ไว้ในอุ้งมือเขา ค่อยๆขยับปลายนิ้วจากลาอ้อยอิ่ง
ระหว่างที่จ้องมองเขาจุดบุหรี่ ฉันเห็นรอยร้าวจุดเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของกระจกกั้น อีกไม่นานมันคงแตก
แต่วันนี้...วันนี้ขอจูบบุหรี่อีกสักครั้งนะ

.....

ทดลองเขียนเรื่องสั้น...สั้นๆ ไม่เกิน ๓๐ บรรทัด  เรื่องนี้ดาลใจจากเถ้าบุหรี่

สุมิตรา จันทร์เงา

๐๕ ๑๑ ๑๕

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

คืนที่หมู่ไม้ออกลูกเป็นดวงดาว




มีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเพิ่งอายุครบ 60 ไปเมื่อสามปีที่ผ่านมา
เธอชื่อ ดร.อีดิธ นามประกาย เป็นซีอีโอ.ของโตโยต้ามุกดาหาร ที่ได้รางวัลดีลเลอร์ดีเด่นของโตโยต้าต่อเนื่องมาทุกปีจนขี้เกียจจะจำแล้ว และบัดนี้ธุรกิจส่งต่อมาถึงรุ่นลูกชาย “อนันต์ นามประกาย” รางวัลนั้นก็ยังติดตามมาเป็นเงาไม่มีตกหล่น
เหตุผลของอายุ 60 เป็นเพียงข้ออ้างที่จะบังคับแกมข่มขู่ให้คนทางกรุงเทพฯหนีฝนไปเยี่ยมเยียนบ้าง เพราะที่มุกดาหารยังมีมิตรรักอีกหลายคนรอคอยอยู่อย่างจดจ่อ หลังจากที่เรานัดแล้วรอเก้อกันมาไม่รู้กี่รอบ
ในจำนวนนั้นคือสามีภรรยาสองคู่ พรพัฏ วิริยะพันธ์-เรวัตร ไกรลาศศิริ กับ เมษา-อัศวิน คงศุภมานนท์
คู่แรกฝ่ายหญิงเป็นผู้บริหารโรงพยาบาลมุกอินเตอร์ฯ เธอช่วยดูแลกิจการแทนพี่สาว “ประภาศรี สุฉันทบุตร” ซึ่งปักหลักดูแลโรงพยาบาอีกแห่งอยู่ที่ยโสธร ส่วนฝ่ายชายเป็นนักคิดนักฝันที่ใช้ชีวิตผจญภัยมาครบทุกรส สุดท้ายเขาเพิ่งจะทดลองปั้นดินสร้างบ้านริมบึงจนสำเร็จ และเฝ้าคอยให้เราไปชมผลงาน
คู่หลังเป็นเจ้าของเสื้อผ้าแบรนด์ “บลู กาย” และเจ้าของ “ร้านใบเมี่ยง” ร้านอาหารเวียดนามกึ่งผับอันเคยโด่งดังแถบลาดปลาเค้า-โชคชัย 4 โดยเฉพาะฝ่ายชายเป็นเจ้าของผลงานหนังสือสารคดีชวนอ่านชื่อ “ฮอยอันหวานเย็น” ในนามปากกา “เล็ก ใบเมี่ยง” ที่เพิ่งตัดสินใจปิดฉากชีวิตคนเมืองหลวงกลับไปตั้งรกรากที่บ้านเกิดด้วยร้านอาหารใหม่ในประสบการณ์เก่าและเก๋าชื่อ “ใบเมี่ยงอินมุก”
กิจกรรมเกือบทั้งหมดของเราคือการ กิน ดื่ม คุย เริ่มตั้งแต่คืนฉลองวันเกิดดร.อีดิธ ต่อเนื่องไปอีกคืนที่บ้านดินริมบึงพลอยเรืองแสงของเรวัตรกับคุณติ๋ม จนกระทั่งเย็นย่ำสองสามชั่วโมงสุดท้ายก่อนจะโดดขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน เล็ก ใบเมี่ยง ก็ยังพาเราไปอำลาอาลัยที่ห้วยสิงห์ อันซีนแห่งเมืองมุกดาหาร
บ้านริมบึงใหญ่เป็นบ้านดินประยุกต์ หลังเล็กๆเรียบง่าย อยู่สบายด้วยการเลือกใช้วัสดุผสมผสาน แต่หัวใจแห่งความงามของนิวาสถานคือบึงน้ำขนาดใหญ่ในวงล้อมของป่าที่เราต้องฝ่าถนนลูกรังเข้าไปราวสองกิโลเมตร



เงียบ ง่าย งาม คือคำจำกัดความสั้นๆของชีวิตที่เคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าในแต่ละวัน
เราตั้งใจที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มากมาย แต่ก็อ้อยอิ่งกับสิ่งที่จดจ่อแต่ละอย่างจนเกินเวลา และถึงกับต้องยกเลิกอะไรต่อมิอะไรที่คิดไว้ตั้งไม่รู้กี่อย่าง
สุดท้ายเราหาอะไรมาปิ้งย่างกินกันที่ริมบึงในวันที่ท้องฟ้ามัวซัวคล้ายจะมีฝน แต่ทุกคนก็บ่อยั่น เราออกมานั่งล้อมวงกันกลางแจ้ง และพร้อมที่จะไหลเข้าไปอยู่ใต้ชายคาบ้านที่เปิดวิวโล่งเห็นบึงรอบทิศทาง
ฉันรู้จักกับเพื่อนใหม่อีกคู่หนึ่งที่นี่ ฝ่ายชายเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ฝ่ายหญิงประกอบอาชีพอิสระ และพอทุกคนเริ่มคุยกัน 11 ชีวิตก็ถูกคออย่างเหลือเชื่อ
ตอนแรกเจ้าบ้านฝ่ายหญิงกังวลนักหนาว่าค่ำคืนของบ้านป่าที่มีเพียงแสงมัวซัวของไฟไม่กี่หลอดจะเป็นอุปสรรคต่อการปิกนิกของพวกเรา เธอกลัวจะมองไม่เห็นอาหาร หวั่นว่าความมืดอาจทำให้หลายคนหวาดกลัว
แต่ที่ไหนได้...หลังจากฟ้ามืดสนิท และหนังท้องเริ่มตึงจากอาหารกระตุ้นห่วงยางรอบพุง ก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องหาความมืดจากพวกเราพร้อมกันหลายคน หลังจากที่ฟ้าเริ่มเปิดทีละน้อยปล่อยแสงดาวออกมาวิบวับเป็นบางจุด
แล้วไฟก็มืดสนิท
...


บรรยากาศรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
คุณติ๋ม-พรพัฏ เจ้าบ้านผู้ไม่เคยถวิลหาความมืดนั่นเองที่ครวญครางออกมาในทันที
โอ้...ดาวทำไมถึงได้สวยงามเช่นนี้
ฉันจะอธิบายฉากนี้อย่างไรดีนะ ถึงจะหมดจดงดงามอย่างที่จดจำไว้ในดวงใจ
เรานั่งกันอยู่ริมบึงข้างบ้าน มีไม้ใหญ่ร่มครึ้มโอบล้อมอยู่รอบวง เท่าที่จำได้หนึ่งในนั้นคือต้นส้าน ขนาดคนโอบ ใบใหญ่ยักษ์งามสุดใจ อีกต้นคือมะขาม ส่วนต้นอื่นๆไม่รู้จักชื่อ เมื่อเราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และมองฟ้าขึ้นไป ยอดไม้ทั้งมวลก็จะกลายเป็นกรอบรูปล้อมแผ่นฟ้า สร้างเวทีดาวให้เรามอง
แต่ละคน แต่ละทิศ แต่ละมุม มีจุดนำสายตาแตกต่างกันไป และเมฆบางๆก็ล้อเล่นอยู่กับลมบน เดี๋ยวเปิดฟ้าเดี๋ยวปิดฟ้าเป็นระยะ แต่ในท้ายที่สุดมวลเมฆก็แพ้พ่ายเปิดแสงดาวพริบพราวระยิบระยับ
ฉันมองลอดเงาไม้ขึ้นไป เห็นดวงดาวทอดแสงแวววับอยู่ตามช่องใบพราวพราย
“ทำไมพวกเราโชคดีอะไรเช่นนี้ที่ได้เห็นต้นไม้ออกลูกเป็นดวงดาวด้วยกัน”
ฉันหลุดประโยคประมาณนี้ออกมา ขณะที่คนอื่นก็ปั้นคำเด็ดๆของตัวเองออกมาแลกเปลี่ยนกันในค่ำคืนแห่งความทรงจำ รวมทั้งวลีที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นวรรคทองของความสุขประจำทริปนี้
"ให้มันตายกันไปเลย!"
ดูเหมือนคนที่ อิน สุดฤทธิ์สุดเดชกับความสุขความรื่นรมย์ในมิตรภาพก็คือเล็ก ใบเมี่ยง ผู้มีอารมณ์ละไมกับสิ่งที่มากระทบใจและสามารถปั้นคำได้ทันที
เขาบอกว่า
ฤดูฝนเดินทางมาปีละหน
แต่ฤดูฝันเกิดขึ้นได้ทุกวัน...

เห็นจะจริงของเขา
...



นอกจากดร.อีดิธที่อาวุโสสูงสุดแล้ว พวกเราที่เหลือล้วนมีวัยใกล้เคียงกันและมีประสบการณ์ร่วมสมัยเดียวกัน คือยุค “ลาวแตก” ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากรัฐบาลสหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพที่อุดรธานีและทหารจีไอเข้ามาสร้างวัฒนธรรมใหม่ในหมู่ชาวอีสาน
บทสนทนาในความมืดสามชั่วโมงแห่งค่ำคืนนั้นจึงเป็นความหลังและประสบการณ์ร่วมว่าด้วยยุคสมัยจีไอล้วนๆ
จีไอ เป็นคำพูดทับศัพท์ที่สมัยยังเด็กฉันไม่เคยสนใจมาก่อนว่ามันหมายถึงสิ่งใด รู้แต่ว่าเราใช้เรียกทหารอเมริกันที่มาเพ่นพ่านอยู่เต็มเมือง ทั่วอุดรฯ สกลนคร นครพนม เพิ่งมาหาความหมายเอาตอนโตแล้วถึงได้รู้ว่า G.I. มาจาก “Government Issue” คือ หมายเรียกเข้ารับการเกณฑ์ทหารของชาวอเมริกันให้ไป
ไปรบในสงครามเวียดนาม
ทหารจีไอเริ่มเข้าประจำการในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และเริ่มปฏิบัติการอย่างหนักในช่วง พ.ศ. ๒๕๑๐ เป้าหมายเพื่อชนะสงครามเวียดนามรวมทั้งผนวกเอาลาวเข้าไปด้วย ตามยุทธศาสตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์แบบถอนรากถอนโคน
นักวิชาการที่เคยศึกษาเรื่อง จีไอ เคยให้คำอธิบายเอาไว้ว่า คนพวกนี้ก็คล้ายกันกับทหารเกณฑ์ของไทยตรงที่เป็นหนุ่มบ้านนอก การศึกษาค่อนข้างต่ำ ดังนั้นเมื่อมาตั้งฐานที่มั่นในไทยคนกลุ่มนี้ก็เลยเป็นกลุ่มที่เข้ากันได้ดีกับชาวบ้านของเรา
ข้อสังเกตนี้น่าคิด... โดยประสบการณ์ส่วนตัว ฉันก็ได้เห็นความสนิทสนมกลมกลืนอันนั้นจริง
เรื่องที่เราตั้งวงคุยโยงไปถึงประสบการณ์วัยเด็ก ถามไถ่แลกเปลี่ยนกันว่าเราจำอะไรได้บ้างจากยุคจีไอ?


เมียเช่า...ใช่...นั่นสิ่งแรกเลยที่เป็นภาพลอยผ่านเข้ามาในหัวฉัน เมียเช่า ที่สร้างผลผลิต “ข้าวนอกนา” ไว้มากมาย และข้าวนอกนาเหล่านั้นที่แต่เดิมสังคมจงเกลียดจงชังนักหนา บัดนี้ก้าวผ่านการก่อเกิดสู่สถานภาพใหม่ กลายมาเป็นดารา นักร้อง นางแบบ เซเล็บ ฯลฯ มีชื่อเสียงมากมายตามค่านิยมแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
เช่นเดียวกับผู้หญิงชาวบ้าน ไร้การศึกษา ไร้อนาคต ที่แต่เดิมยึดอาชีพเป็นเมียเช่าที่ใครๆก็มองเหยียดด้วยหางตานั้น บัดนี้เธอรับหน้าที่ดูแลผู้ชายต่างชาติด้วยสถานะใหม่ของการเป็นเมียเต็มตัว มิใช่บริการชั่วคราวอีกแล้ว และถูกยกย่องให้เป็นคนชนชั้นพิเศษในชุมชนพร้อมกับความรู้สึกชื่นชม “เขยฝรั่ง”
ผู้เป็นสามีที่นำพาความกินดีอยู่ดีมาสู่ครอบครัวและหมู่บ้าน
บัดนี้ยุคของการปรนเปรอความสุขให้กับผู้ชายต่างชาติหวนคืนอีกครั้ง เพียงแต่บริบทต่างกันออกไป เป็นเนื้อหาใหม่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนล้วนๆที่สังคมไทยเปิดประตูต้อนรับด้วยความยินดีปรีดา

“น้ำอัดลม” สท.แดง บอกความทรงจำของเขา น้ำอัดลมมาพร้อมกับทหารจีไอ เช่นเดียวกับเครื่องดื่มแปลกๆอีกมากมาย รวมทั้งขวดเหล้า-ขวดไวน์ ชนิดแกลลอนที่ชาวบ้านนำมาสร้างนวัตกรรมเอาไปใส่น้ำดื่มเมื่อไปนา รวมถึงการนำเอาชุดนักบินเก่าไปสวมใส่ในการตีผึ้ง  

“เสื้อยืด” เล็ก ใบเมี่ยง บอกว่าเมื่อก่อนเราต้องตัดเสื้อผ้าใส่กัน แต่พอจีไอเข้ามา เราได้เห็นเสื้อยืดที่มีสกรีนรูปและข้อความแปลกๆ ใส่คู่กับ “กางเกงยีนส์ลีวายส์” ป้ายส้ม ขาม้า ป้ายแดง ขาเดฟ รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ Converse และวัยรุ่นไทยจำนวนมากก็ได้รับเสื้อแจกเป็นเสื้อผ้าเก่าที่ทหารจีไอทิ้งแล้ว เอามาใส่อวดกันเกลื่อนเมือง

เงินดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยน ๒๐ บาทต่อ ๑ เหรียญฯ ตอนนั้นงานแคมป์ของพวกจีไอเป็นอาชีพรับจ้างที่สุดแสนจะหอมหวน สร้างแรงสั่นสะเทือนทางด้านแรงงานมหาศาล เนื่องจากคิดอัตราจ้างระดับเดียวกับการจ่ายค่าแรงในสหรัฐฯ ยกตัวอย่างช่างไม้กินเงินเดือนเกือบสองพันบาท มากกว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเสียอีก

 กุ๊ก อาชีพพ่อครัวฝีมือดีก็เป็นที่กล่าวขานกันในบาร์ภายในฐานทัพสหรัฐฯ ที่อุดรฯนั่นเอง  บาร์ในฐานทัพเป็นสโมสรของทหารชั้นประทวนเรียกว่า บาร์เอ็นซีโอ” (NCOs’ Bar) เป็นแหล่งบ่มเพาะนักดนตรีและวงดนตรีแนวฮาร์ด ร็อก/เฮฟวี่ เมทัล ของเมืองไทย เป็นบ่อทองคำสำหรับชุบตัวร็อกเกอร์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น แหลม มอร์ริสัน The After Die, The Erawan และ The Kaleidoscope)

          อะโกโก้ คลับ บาร์ อาบอบนวด Turkish Bath  มีมากราวดอกเห็ดหน้าฝน  ทุกซอกทุกซอยในเมืองอุดรลามมาถึงสกลนครและนครพนม เขตปฏิบัติงานต่อเนื่องของกองทัพอเมริกันและมันระบาดแบบไม่อาจรักษามาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนั้นฉันยังจำฝังใจกับภาพศพลอยเป็นแพในน้ำโขง เสียงปืน ระเบิด เปลวเพลิง ที่เห็นและได้ยินมันเสมอในช่วงสองสามปีท้ายๆก่อนที่ลาวจะแตก
            ...


เราเหมือนจะคุยกันไม่ยอมเลิก แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา สุดท้ายก็ต้องเปิดไฟ เก็บกวาด และอำลาบึงพลอยเรืองแสง
หิ่งห้อยสองสามตัวที่บินวนอยู่เป็นเพื่อนกับเราตั้งแต่หัวค่ำยันดึกดื่นยังร่ายรำด้วยจังหวะเคลื่อนที่เฉพาะตัวของมัน
จู่ๆฉันก็คิดถึงคืนก่อนหน้าที่เราจะมานั่งริมบึง ฉันเห็นพระจันทร์ครึ่งดวงทอดเงาลงบนลำน้ำโขง
 ดึงอดีตให้หวนคืนจนจังงัง
ประกายจันทร์ในท้องน้ำมืดมิดพลิ้วไหวเป็นระลอกทอดยาว ลำน้ำนั้นเหมือนมีชีวิต อะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอิสระไหวระริกเลื่อมพรายอยู่บนผิวน้ำ
            ฉันเคยเห็นหลายสิ่งเคลื่อนผ่านไปบนสายน้ำนี้ เห็นเรือไฟ กระทงสาย เรือหาปลาลำน้อยที่ลอยเหงาอยู่กลางน้ำ เห็นแม้กระทั่งงพญานาคที่เลื้อยฝ่าสายน้ำพุ่งสวนขึ้นไปด้วยตาเนื้อของตัวเอง
วันนี้ แม่น้ำโขงที่เพิ่งจากมายังหลั่งไหลสัตย์ซื่อ ไม่ว่าผู้คนจะย่ำยีเธอร้ายกาจเพียง​ใด

....