วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

เรื่องสั้น “บาดแผล”

                                                “บาดแผล”



มันเป็นครั้งแรกด้วยกันของเรา ผมทั้งตื่นเต้นและเจ็บปวด หวั่นไหวและวิตกกังวล
ไม่ได้ซาบซ่านเกษมสุขอิ่มเอมเปรมปรีย์อย่างที่เราเคยอ่านมาจากหนังสือ
ความรู้สึกแรกของผมคือสำนึกผิด  
จะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้างต่อจากนี้ไป?...เธอเพิ่งจะอยู่ปี 2 และผมเป็นนักศึกษารุ่นพี่เพียงปีเดียว ...นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องใช่ไหม
ให้ตายเถอะ! ทำไมผมไม่รู้จักคิดอะไรก่อนที่จะทำมันลงไป
...
เธอออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้าจืดเจื่อน แววตากังวลแบบคนเพิ่งทำผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา ท่าทางอ่อนระโหยเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากการเดินทางไกลระหกระเหิน กำลังเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย สิ้นหวัง
มันไม่เห็นเหมือนฉากรักในหนังที่เมื่อเราฟื้นตื่นขึ้นมาจากความสุขสมแล้ว เรายังตะกองกอดกันอยู่บนเตียง เฝ้ามองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างหลงใหล ตาสบนัยน์ตาหวานเยิ้มภายใต้แสงสลัวอันงดงาม แล้วเฝ้าจุมพิตรับขวัญกันครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่นี่...ทันทีที่ผมรู้สึกตัวสะดุ้งผวาจากความอึดอัดที่ถูกแรงกระแทกมหาศาลทะลวงให้ระเบิดออกมา ผมต้องทะลึ่งตัวขึ้นถอนมันออกในฉับพลันทันใดพร้อมกับความคลายตัวทะลักทะลายของเมือกคาวตรงหน้าขา
นี่เองหรือความสุขสมของการร่วมรัก...ผมแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นอย่างไร เพราะมัวแต่ห่วงใยผลของวินาทีชั่วแล่น
...
แน่ละผมตั้งใจพาเธอมาที่นี่ มาเยี่ยมคุณอาผู้หญิงในหมู่บ้านชานเมืองไกลจากมหาวิทยาลัยที่เราเรียนอยู่พอสมควร เราต้องนั่งรถเมล์ถึงสองต่อและยังต้องขึ้นรถสองแถวเข้าซอยไปอีก
แต่เพราะเราไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอแทบจะทุกที่เมื่อมีเวลา การเดินทางไกลหรือใกล้จึงไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อเราสองคนตลอดเวลาร่วมปีที่คบหากัน
ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเกิดขึ้น แต่เหมือนทุกอย่างถูกจัดวางไว้ จัดไว้อย่างพอเหมาะพอดี
มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นถ้าคุณอาไม่มีธุระสำคัญต้องออกจากบ้านไปปุบปับแบบนั้นในขณะที่เรายังกินข้าวเย็นกันไม่อิ่มเลย
สำรับกับข้าวยังอยู่ข้างหน้าเราเมื่อคุณอาบอกว่าให้กินต่อไปและไม่ต้องคอย แต่ช่วยเฝ้าบ้านเอาไว้ด้วย ท่านไปไม่นานหรอกแค่ไม่เกินชั่วโมง เมื่อท่านกลับมาแล้วเราค่อยกลับหอพักกัน

มันเริ่มขึ้นตรงนั้นเองตอนที่เรายืนคู่กันล้างจานอยู่ในครัวไหล่เบียดไหล่ ในบ้านหวานหยดย้อยไปด้วยดนตรีแจ๊ส และเสียงนุ่มทุ้มชวนฝันที่พวกเราหลงใหลของแนท คิงโคล
Unforgettable in everywhere… เราจะจดจำทุกห้วงขณะของความรู้สึกอันหวานชื่นนี้
เวลานั้นเราลืมเลือนการเรียนหนังสือไปชั่วขณะหนึ่ง มีแต่แรงดึงดูดของอารมณ์รักในบรรยากาศและที่ทางอันเป็นส่วนตัวครั้งแรก
...
จานใบสุดท้ายถูกคว่ำลงที่ตะแกรง จากนั้นผมคว้าเธอมาจูบ
มันไม่ใช่จูบแรกของเราหรอก ...
ผมจูบเธอครั้งแรกโดยไม่ได้ตั้งใจ ตอนที่เราไปออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท คืนนั้นระหว่างที่ผมพาเธอเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ไกล มืดและเปลี่ยว
นั่นเป็นการจูบผู้หญิงครั้งแรกในชีวิตของผม เธอไม่ได้ต่อต้าน กลับยินยอมพร้อมใจแต่โดยดี และดูเหมือนจะรู้จักวิธีจูบและเป็นฝ่ายสอนผม
ครั้งนั้นผมมัวแต่ตื่นเต้นกับรสหวานล้ำของน้ำอมฤต ตัวเบาลอยล่องราวกับขนนกปลิวไปในก้อนเมฆ ดื่มด่ำอยู่กับความรู้สึกวาบหวามดึงดูดเย้ายวนในความพิศวาสความหลงใหลใฝ่ฝันที่มีต่อกันและกัน
ผมจดจำได้แม่นยำถึงความความปรารถนาที่จะให้นาทีนั้นถูกแช่แข็งเอาไว้ตลอดกาล
ผมนอนแทบไม่หลับไปทั้งคืน อยากตื่นขึ้นมามองเธอ อยากกอดเธอ อยากจูบเธออีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ก็แปลกนะ ในระหว่างที่ลอยละล่องไปกับความสุขสมในรสจูบ หัวใจผมกลับรู้สึกแปลบปลาบเหมือนมีเข็มเล่มเล็กๆ คอยทิ่มแทงให้เจ็บจี๊ด...
ผมไม่ใช่จูบแรกของเธออย่างแน่นอน ในขณะที่เธอเป็นจูบแรกของผม
...
คุณคงอยากหัวเราะล่ะสิ แค่ผมไม่ได้จูบเธอเป็นคนแรกหัวใจยังเจ็บจี๊ดได้
คนสมัยนี้ใครเขาจะมาสนใจกันว่าเป็นจูบแรก จูบหลัง หรือจูบสุดท้าย ใครจะมาให้ความสำคัญอะไรกับเรื่องพรรค์นี้ ไม่มีใครเขาถามกันอีกแล้วว่าใครเคยผ่านอะไรมาแค่ไหน บริสุทธิ์ผุดผ่องหรือเน่าเฟะ 
แต่นั่นมันเป็น 40 ปีมาแล้วนะ สี่สิบปีก่อนของผมกับโลกแสนงามที่ผมเติบโตมากับมัน พร้อมค่านิยมที่ผมถูกป้อนฝังหัวมาแบบนั้น
และเธอเป็นรักแรกของผม เป็นความรู้สึกบริสุทธิ์สวยงามแบบหนุ่มสาวที่ผมหวงแหนและอยากรักษามันไว้ให้คงคุณค่าอยู่เช่นนั้น ตลอดชีวิตวัยรุ่น แม้ในช่วงที่ฮอร์โมนพลุ่งพล่าน ผมก็ไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวเพื่อนหญิงมากไปกว่าการจับมือถือแขนแบบไม่ตั้งใจ
ผมรอจนกว่า...จนกว่าจะแน่ใจว่ามันคือความรัก
เมื่อผมรักจันทร์ โลกของผมมีแต่แสงสีที่งดงาม ผมมองเห็นแต่ความสวยสดใส บริสุทธิ์ผุดผ่องของเธอ จันทร์เป็นเด็กเมืองหลวงก็จริงแต่ไม่ใช่เด็กสาวใจกล้าบ้าบิ่นที่คบหาผู้ชายไม่เลือกหน้า เธอไม่ใช่พวกหัวประชาธิปไตยเสรีนิยมที่เห็นดีเห็นงามไปกับค่านิยมฟรีเซ็กซ์ในสมัยนั้น แม้เมื่อต้องออกจากบ้านมาอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยจันทร์ก็ไม่เคยทำตัวออกนอกลู่นอกทางไปไหน
 ผมเป็นเพื่อนชายคนเดียวที่เธอสนิทสนมที่สุด และเมื่อเราตกลงคบหากันเป็นแฟนสายตาผมก็มองไม่เห็นผู้หญิงคนอื่นอีก
เราคิดคล้ายๆกัน ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน ชอบเหมือนกัน เราต่างเป็นพวกหนอนหนังสือ ชอบการพูดคุยโต้เถียงแสวงหาความก้าวหน้าทางปัญญามากกว่าการเที่ยวเล่นเหมือนคนหนุ่มสาวในเวลานั้น
เราอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เสพงานศิลปะทุกแขนง
และเซ็กส์เป็นสัมพันธภาพงดงามที่สุดในความรู้สึกแบบคนหนุ่มอย่างผม
นับแต่จูบแรก... เข็มเล่มนั้นแอบทิ่มแทงผมอยู่ทุกวัน แต่เราก็ไม่เคยเอ่ยมันออกมา ผมไม่กล้าถามอะไรเธอ ส่วนจันทร์ก็ดำเนินชีวิตของเธอไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ในวันนี้
            ....
“จันทร์จะเป็นอะไรไหมคะ?”
“คงไม่เป็นอะไรหรอกน่า พี่หลั่งข้างนอก”
“แล้วมันปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์เหรอ”
“คงไม่ถึงร้อยหรอก แต่อย่าเพิ่งตกใจ พี่แน่ใจว่าไม่เป็นไร”
“เผื่อมันมีบางส่วนหลุดเข้าไปแล้วล่ะ”
“คงไม่หรอก...พี่รู้น่า”
“จันทร์กลัวจะท้อง....ไม่น่ายอมพี่เลย...”
“แต่พี่รักจันทร์นะ...อย่ากลัวไปเลย พี่รักจันทร์ พี่จะดูแลรับผิดชอบทุกสิ่ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
มันเป็นคำมั่นสัญญาของเด็กนักศึกษาปี 3 ซึ่งผมไม่ได้พูดพล่อยๆ ผมกอดเธอและจูบรับขวัญอีกครั้งด้วยความรู้สึกถนอมรัก...อยากปกป้องคุ้มครอง พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเธอ
วันนี้ผมรู้แล้ว...เธออาจไม่ได้จูบผมเป็นคนแรกก็จริง แต่เธอเป็นผู้หญิงคนแรกของผมอย่างแน่นอนเช่นเดียวกับที่ผมเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ
...

คุณคิดว่าเรื่องราวคงจะจบลงแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งใช่ไหม?
เมื่อเราผ่านวันสำคัญที่สุดนี้ไปด้วยกัน ผมเชื่อว่าเข็มเล่มเล็กๆที่คอยแอบทิ่มแทงผมอยู่เป็นบางเวลา ถูกมือที่มองไม่เห็นถอนมันออกไปแล้ว
แต่เปล่าหรอกครับมันยังอยู่...อยู่ที่เดิมของมัน เพียงแต่ในห้วงขณะสุขมันไม่เคยแสดงอาการออกมา และดูเหมือนผมจะลืมเลือนมันไปจากชีวิตหมดแล้ว
เราเช่าห้องเล็กๆ อยู่ด้วยกันตอนที่ผมทำงานเป็นพนักงานขายของบริษัทยายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ส่วนเธอรับราชการในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจปลายแถว งานของผมต้องเดินทางออกไปต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว อาจต้องอยู่ห่างจากเธอสองวันบ้าง สามวันบ้าง บางทีเป็นอาทิตย์ก็มี แต่ไม่เคยยาวนานเป็นเดือน
สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีการสื่อสารที่รวดเร็วว่องไวคุยกันได้ตลอดเวลาเหมือนเดี๋ยวนี้ และในช่วงเริ่มต้นชีวิตบ้านเช่าของเราก็ไม่มีโทรศัพท์ ผมเพียงแต่บอกว่าจะไปวันไหนกลับวันไหนแล้วก็ไม่เคยมีอะไรผิดพลาดตลอดเวลาเกือบปีที่เราร่วมชีวิตกัน
เธอยังเป็นเจ้าหญิงแสนสวยของผมเสมอ ดังนั้นผมก็ควรจะเป็นเจ้าชายของเธอใช่ไหม
เราเรียนรู้เรื่องรักมาด้วยกัน ผ่านประสบการณ์ความเสน่หาลุ่มหลงมาด้วยกัน แบบไม่มีใครเหนือไปกว่าใคร ... อย่างน้อยผมก็เชื่อของผมเช่นนั้น
วัยต้นยี่สิบฮอร์โมนหนุ่มสาวกำลังพลุ่งพล่าน และเราร่วมรักกันตลอดเวลาราวกับว่าต้องการเก็บเกี่ยวมันเอาไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่โลกจะแตกดับ
ผมมีหนังสือเพลย์บอยอยู่เต็มบ้าน ผมอ่านทุกบรรทัด เรียนรู้ที่จะปรนเปรอสิ่งที่เชื่อว่าเธอชอบ เราเช่าหนังอย่างว่ามาดูกันทุกคืนก่อนนอน และผมกล้าที่จะทำตามแทบทุกรูปแบบ
ผมเชื่อว่าเธอมีความสุข...จากเสียงกรีดร้อง จากการกอดรัดแน่นหนัก จากลมหายใจผ่าวร้อนและเสียงครางกระเส่า ผมเชื่อว่าตัวเองทำได้ไม่บกพร่องทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
แต่ใครจะไปรู้สิ่งแท้จริงที่อยู่ในหัวใจมนุษย์เล่าครับ...
โดยเฉพาะคนที่นอนอยู่ข้างๆคุณทุกวัน คนที่คุณคิดว่าจะมอบชีวิตให้เขา รักเขา และจะอยู่ดูแลเขาไปจนชั่วกัลปาวสาน
....

วันที่งานผมเสร็จเร็วกว่ากำหนดจนได้กลับมาบ้านก่อนเวลา 1 คืน เธอไม่อยู่
ผมมาถึงห้องตอนเย็นเกือบค่ำแล้ว มันควรเป็นเวลาที่จันทร์เลิกงานกลับมาถึงบ้านแล้ว เพราะห้องเช่าของเราผมตั้งใจเลือกทำเลที่อยู่ใกล้สำนักงานของเธอมากที่สุดแม้จะราคาสูงขึ้นมาหน่อยก็เพื่อแฟนผมจะได้ไม่เหนื่อยกับการเดินทางมากนัก
ผมคิดว่าเธอคงออกไปหาอะไรกินข้างนอกแถวๆนี้ ก็เลยต้มบะหมี่สำเร็จรูปกินรองท้อง แล้วอ่านหนังสือ ดูทีวี นั่งๆนอนๆ รอเธอ
ตอนนั้นเรายังไม่ได้แต่งงานกันแต่ก็ใช้ชีวิตเยี่ยงผัวเมียเหมือนสามีภรรยาทั่วไป เราตกลงกันว่าจะรออีกสักหน่อยให้พอมีเงินเก็บก้อนเล็กๆ จำนวนหนึ่งเพื่อนำมาใช้จัดงานแต่งงานโดยไม่ต้องรบกวนผู้ใหญ่
ทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้ดี เงินเดือนผมไม่ได้สูงมากนัก แต่รายได้จากค่าคอมมิชชั่นของการขายยาล็อตใหญ่ๆให้กับร้านขายยาหรือโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดแต่ละครั้งก็มากโขอยู่ แค่เงินเก็บของผมคนเดียวเราคงจัดงานแต่งได้ไม่เดือดร้อนนัก เรื่องที่เหลืออื่นๆค่อยว่ากันอีกที
สามทุ่มแล้ว...ผมไม่รู้จะออกไปตามหาเธอที่ไหน ได้แต่นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ พยายามจะสงบสติอารมณ์ แต่ความรู้สึกพลุ่งพล่านภายในที่กรุ่นระอุก็ยังเพิ่มอุณหภูมิขึ้นเรื่อย
เข็มที่เคยทิ่มแทงให้เจ็บปวดปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เล่มเดียวมันมาพร้อมกันนับร้อยนับพันเล่มพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจผม เปิดจินตนาการไปต่างๆนานาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในระหว่างที่ผมอยู่ห่างบ้าน เกิดอะไรขึ้นบ้างลับหลังผม
คุณเคยทำแบบนี้ไหม...รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดแต่ก็ยังปล่อยความเจ็บปวดนั้นบีบคั้นตัวเองต่อไปไม่หยุด แปลกที่ผมไม่ได้ห่วงว่าเธอจะประสบอุบัติเหตุหรือมีปัญหาอื่น
ผมเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องเดียว...เรื่องที่ผมเฝ้าขยายความต่อจากจูบแรกของเราว่าเธอไปเรียนรู้มันมาจากไหน ใครเป็นคนสอนเธอ และทำไมเธอถึงไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลยแม้แต่คำเดียว
ที่จริงผมรอคอยให้เธอสารภาพตลอดมา แต่จันทร์ไม่เคยพูด เธออาจคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร จูบแรกของเธอกับใครจะมีความหมายอะไร ในเมื่อพรหมจรรย์นั้นเธอมอบให้ผมมาแล้ว
แต่สำหรับผมนั้นต้นทางที่บิดเบี้ยวผิดพลาดย่อมส่งผลต่อจุดหมายปลายทาง
ในนาทีที่ผมดิ่งจมลึกล้ำอยู่กับความเจ็บปวดราวกับคนเมามาย ผมรู้แล้ว...ผมรู้พิษสงของเข็มเล่มนั้นแล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่ผมแคร์ว่าใครจูบจันทร์เป็นคนแรก แต่มันเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความจริงใจ และความศรัทธาที่เรามีให้กัน
ไม่มีเหตุผลที่คนรักของคุณจะปิดบังว่าใครคือรักแรกของเธอ ผมไม่ได้แคร์เลยว่าเธอจะจูบกับใครมาก่อน แต่ผมกลัว...กลัวว่าตลอดชีวิตที่เหลือจะไม่ได้อยู่กับความจริงอีกเลย
ผมกลัว...กลัวที่จะสูญเสียศรัทธาต่อชีวิต
...
15 นาทีหลังเที่ยงคืนจันทร์กลับมาที่ห้อง
ผมยังนั่งอยู่ในความมืดบนเตียง ได้ยินเสียงเธอไขกุญแจแล้วหมุนลูกบิด
กึก!
ประตูถูกล็อกกลอนอยู่ข้างใน เธอรู้ทันทีว่าผมอยู่ในห้อง
ผมได้ยินเสียงความเงียบอันยาวนานดังกึกก้องอยู่ในเสียงเต้นของหัวใจผม
เธอคงได้แต่ยืนนิ่งตลึงงันอยู่ตรงนั้น ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเบื้องหน้า
ผมเฝ้าคอย...
ประมาณ 3 นาทีต่อมาเธอเคาะประตูห้อง เคาะเสียงดังติดต่อกันหลายครั้งมากเคาะซ้ำๆ แต่ผมยังรั้งรอถ่วงเวลาเอาไว้นานนับนาที เหมือนกับว่าผมเพิ่งรู้สึกตัวตื่น ก่อนจะจะลุกขึ้นไปเปิดไฟ
แชะ!
ห้องสว่างวาบขึ้นและผมเปิดประตู
เธอดูอิดโรยแต่ก็ยังยิ้มแย้มให้ผมด้วยทำท่าทางดีใจ เซอร์ไพรส์ใช่ไหมล่ะที่ได้เจอผมก่อนเวลา คาดหมาย เธอทำเป็นเบิกตาโตแปลกใจที่เห็นผมอยู่ในห้อง

“อ้าว! พี่กลับมาตั้งแต่ตอนไหนคะนี่ ไหนว่าจะกลับพรุ่งนี้ไง”
“เข้ามาก่อน”
“คือ...จันทร์ขอโทษนะ ไม่รู้ว่าพี่จะกลับวันนี้ เลยออกไปกับเพื่อนที่ออฟฟิศน่ะค่ะ”
“มีงานเลี้ยงเหรอ?”
“อ้อ...ใช่ ใช่ค่ะ วันนี้มีงานเลี้ยงฉลอง...ฉลองวันเกิดของ...”
“งั้นเหรอ”
“กลับมานานหรือยังคะ”
“มาตั้งแต่ตอนหัวค่ำนึกว่าจันทร์ออกไปกินข้าวแถวนี้ คอยอยู่ตั้งนาน”
“แย่จังเลย...จันทร์ไม่น่าจะกลับดึกขนาดนี้ ทำให้พี่รอตั้งนาน”
“ไม่เป็นไร...ไปอาบน้ำเข้านอนเถอะ ดึกแล้ว”

แต่เธอยังไม่ยอมอาบน้ำ ท่าทางละล้าละลัง ทำโน่นทำนี่เสียงดังก็อกแก็กอยู่ในครัวด้านหลัง ขณะที่ผมดับไฟหัวเตียงแล้วเอนหลังลงอีกครั้ง...เฝ้ามองเธอในความมืด
ผมรู้สึกประหลาด วันนี้จันทร์สวมเสื้อคว้านคอลึกมากจนเห็นเนินอกสล้าง และแต่งหน้าเข้มทาปากสีสด แปลกไปจากการแต่งตัวไปทำงานแบบที่ผมเห็นเจนตา
ผมรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติ...เหมือนมีเรื่องบางเรื่องที่เธอกังวลอยู่แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร
จนกระทั่งอีก 15 นาทีต่อมาเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นอีกครั้ง
เป็นผมที่สะดุ้งผวาก่อนเธอเสียอีก หัวใจผมกระตุกวูบ ภาพที่ผมจินตนาการเอาไว้มันเป็นจริงทุกอย่าง
ผมเห็นจันทร์ถลาไปที่ประตู ก่อนจะเปิดออกเธอก้มลงคว้าอะไรบางอย่างที่โต๊ะทำงานข้างประตูห้อง ผมเห็นเงาคนที่ระเบียงที่มีไฟส่องสว่างวูบวาบ แต่จันทร์แค่แง้มประตูออกนิดเดียวแล้วเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“หัวหน้านี่เอง...จันทร์นึกอยู่แล้วล่ะว่าหัวหน้าต้องแวะมาเอา...นี่ใช่ไหมคะกุญแจห้องทำงาน ขอโทษที่จันทร์ลืมเอาให้ตั้งแต่ตอนอยู่ในงานเลี้ยงนะคะ”
 เหมือนมีเสียงตอบอึกอักๆ ที่ฟังไม่ชัดนักว่าอีกฝ่ายพูดอะไรแต่เป็นเสียงผู้ชายแน่นอน ขณะที่เธอเอาของบางอย่างยัดใส่มือคนข้างนอกห้อง...คนที่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นใคร และของนั้นจะเป็นกุญแจหรือไม่ใช่กุญแจผมก็ไม่รู้
จันทร์ปิดประตูรวดเร็ว ลงกลอนทันที และคนที่หน้าห้องก็จากไปภายในไม่กี่วินาทีนั้น
และเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ หลังประตูที่ปิดสนิทบานนั้น สงครามแห่งความเงียบอันยาวนานก็เกิดขึ้นระหว่างเรา
...
หลายเดือนต่อมา เราต่างแต่งงานกับคนที่เราไม่ได้รัก แต่เขาต่างก็เป็นคนที่ “ใช่” ในขณะนั้น และนิยายรักเรื่องนี้ของเรายังไม่จบ มันแค่เริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

.....

สุมิตรา จันทร์เงา
๘ มกราคม ๒๕๕๙


วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

เรื่องสั้น “ความลับ”

“ความลับ”

ก่อนที่เขาจะแต่งงานกับเพื่อนรักของฉัน เราไม่เคยแตะต้องกันแม้แต่ปลายก้อย

กระทั่ง ๑๐ ปีผ่านไปอุบัติเหตุสำคัญคราวนั้นทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไปในห้วงขณะสั้นๆ และทำให้ฉันได้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา

คุณคิดว่าฉันคงเป็นผู้หญิงร้ายกาจที่พร้อมจะแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยรักมาจากเพื่อนใช่ไหม  

คุณคิดว่าผู้ชายที่สูญเสียความทรงจำไปแล้วคนนั้นคงจะตอบรับอ้อมแขนของฉันใช่หรือเปล่า...และเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนอนุบาลคงต้องเจ็บปวดมากมายกับสิ่งที่ฉันได้กระทำกับเธอใช่ไหม?

มันเป็นกอดครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของเรา เป็นกอดเดียวที่เราต่างมีให้กัน

กอดนั้นยาวนานที่สุด เปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกสารพันที่ฉันและเขาไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

ฉันรู้สึกได้ถึงหัวใจสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันในยามที่เราต่างกระชับอ้อมกอดแนบสนิท ให้หัวใจเคียงคู่อยู่ข้างๆกันเช่นนั้น

ฉันเห็นแววตานั่นฉายภาพหัวใจของเขาออกมาเป็นบทกวีที่คล้ายตัวอักษรแสนสวยกำลังเต้นรำอยู่ในพรายแดดสีทองของยามเย็น

เป็นกอดที่ปลุกเขาให้ฟื้นตื่นจากการนอนหลับฝันยาวนาน  คืนสู่โลกของการเยียวยารักษา คืนกลับมาสู่ชีวิตที่เขาคุ้นเคยอีกครั้งพร้อมกับความทรงจำใหม่ที่ทำให้เขากลายเป็นคนอื่น ...และสิ่งนี้ทำให้เพื่อนรักของฉันโศกเศร้า

คุณเคยมีชิ้นส่วนของชีวิตที่ขาดหายไปไหม...มันอาจไม่ใช่ชิ้นส่วนสำคัญ ถึงไม่มีมันชีวิตของคุณก็ยังดำรงอยู่ได้ สามารถดำเนินไปเป็นปกติ  ไม่ได้ขาดตกบกพร่องไปหรือมีสิ่งใดให้มองเห็นรอยตำหนิ

แล้วจู่ๆ วันหนึ่งชิ้นส่วนที่เคยหายไปนั้นกลับมาอยู่ตรงหน้าให้คุณได้กลับมาซ่อมแซมชีวิต...

แต่คำตอบไม่ใช่เรื่องหนึ่งบวกหนึ่งเป็นสองเสมอไปเพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ซับซ้อน สมองของพวกเขามีเรื่องให้เรียนรู้อยู่ไม่จบสิ้น

หลังจากนั้นฉันได้แต่เฝ้ามองเขาห่างๆ ราวกับเราเป็นดวงดาวคนละกาแล็กซี่ ห่างไกลกันหลายล้านๆๆๆ ปีแสง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องราวของความรัก ความพิศวาส ความหลงใหลใฝ่ฝัน หรือการทรยศหักหลัง แต่มันเป็นความรู้สึกงดงามพิเศษสุดของความสัมพันธ์ที่ผู้หญิงกับผู้ชายจะมีให้กัน

เส้นขนานในชีวิตเราไม่มีวันที่จะถึงจุดบรรจบกันได้ เพราะเราต่างยืนอยู่ในแสงสปอตไลท์ของความสำเร็จที่สาดส่องจ้องมองจากสังคมและผู้คนซึ่งเราอาจไม่จำเป็นต้องไปแคร์สักนิดเลยก็ได้

แต่...แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายแบบนั้น

ทุกวัน...ตอนเช้าตรู่ที่ออกไปเดินเล่นริมแม่น้ำ ฉันใช้เวลาอันแสนงามนี้ครุ่นคิดถึงแต่เขา เฝ้ามองความเป็นไปรายรอบ เรื่องของหุ้นส่วนธุรกิจ งานใหม่ๆ ผู้หญิงน่าสนใจแต่ละคนที่ผ่านเข้ามา และภรรยาผู้ไร้สุขที่เป็นเพื่อนรักของฉัน  

เฝ้าติดตามจับจ้องมองดูสิ่งที่เขาทำ ชื่นชมความสำเร็จรุ่งเรืองที่เขาสร้างสรรค์ไว้ภายใต้เกียรติยศชื่อเสียงเงินทอง มีความรู้สึกทั้งอยากเขาไปใกล้และวิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกลในเวลาเดียวกัน

จนบัดนี้เราต่างร่วงโรย... ฉันยังเฝ้าแต่จินตนาการว่าเมื่อตื่นขึ้นมาทุกเช้าเขายังได้มองเห็นฉันบนจอคอมพิวเตอร์ และอาจมีบางข้อความของฉันผ่านตาเขาไปให้ได้ถอดรหัส...

ทุกคนต่างมีความลับใช่ไหม ความลับเล็กๆ ระหว่างเราคือความเกลียดชังที่เราต่างถมใส่มันเข้าไปเพื่อเราจะได้ไม่ต้องได้มาอยู่ด้วยกัน

แต่ถ้าคุณไม่เคยรักเลย...คุณจะเกลียดคนๆนั้นได้อย่างไรกัน

ฉันยังจำได้บทสนทนาในวันนั้นก่อนที่เขาจะตัดสินใจแต่งงาน
“ผมกลัวคุณจังเลย...”
“ทำไมจะต้องกลัวด้วย คุณกลัวอะไร”
“ผมเห็นสิ่งที่อยู่ในดวงตาคุณ มันเหมือนกับตัวตนของผม”
“ไม่ดีหรือที่เราต่างเป็นเราในตัวตนของอีกคน...”
“จะดีได้ยังไง...ผมยังอยากเป็นผม คุณก็ยังอยากเป็นคุณ และเราต่างก็เป็นคนร้ายกาจ เรารู้จักกันทุกซอกทุกมุม รู้ทันกันทุกสิ่งอย่าง”
“....? แล้วมันผิดยังไง”
“ถามจริงๆ แบบนี้คุณจะมีความสุขหรือ...เราต่างเป็นน้ำที่เต็มแก้วไปแล้ว”
“ฉันเกลียดคุณ”

เขาพูดถูก...เรารู้จักกันดีเกินไปจนไม่อาจใช้ชีวิตด้วยกัน...ความสัมพันธ์แบบคู่ชีวิตต้องการช่องว่างให้เราได้ช่วยกันเติมเต็ม ระหว่างนั้นก็คอยเจาะรูรั่วเล็กๆไปเรื่อยพอให้น้ำซึม เราจะยังได้มีที่ว่างให้เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายอยู่เสมอ

เกลียดผมไปเถอะแต่อย่าได้ผลักไสผมให้ไปไกลจากคุณนัก ผมยอมให้คุณเกลียดแต่ขออยู่ใกล้ๆคุณแบบนี้ได้ไหม ให้คุณได้เกลียดผมอย่างที่คุณต้องการ และให้ผมได้มองเห็นความสุขจากความเกลียดชังของคุณในเวลาเดียวกัน

ฉันยังอยากให้เขาสนุกกับสิ่งที่ฉันเขียน อยากให้เขาขุดคุ้ยตีความถอดรหัสสิ่งอยู่ซ่อนอยู่ใต้บรรทัด ซ้อนทับหลายๆชั้นอยู่ในตัวอักษรที่ต้องอ่านใหม่ จากซ้ายไปขวาบ้าง จากบนลงล่าง หรือแม้แต่การอ่านข้ามบรรทัดให้เป็นเรื่องราวใหม่ของเรา

นี่คือความสุขเล็กๆ  ฉันรู้...เราต่างรู้สึกดีที่เป็นแบบนี้ มันเป็นหนทางเดียวที่จะอยู่กับมันได้โดยไม่มีใครสูญเสียตัวตน ตลอดเวลาตราบสิ้นลมหายใจ

....

สุมิตรา จันทร์เงา